ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพ “ครูไทย”
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา

ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพ “ครูไทย”

ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพ “ครูไทย”

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2017-07-11 เปิดอ่านแล้ว : 2937 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพ “ครูไทย”

หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะและการพัฒนาข้าราชการครูแบบใหม่Ž ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาในส่วนของการพัฒนาครูครั้งใหญ่!!

การปฏิรูปครั้งนี้ เกิดจากกระแสพระราชดำรัสผ่านพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชŽ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2555 ทรงห่วงใยคุณภาพการศึกษาชาติ ถึงการเลื่อนวิทยฐานะว่า ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่ง และเงินเดือนสูงขึ้น ระบบนี้ไม่ยุติธรรม ต้องเปลี่ยนŽ

พระองค์ทรงเน้นว่า ครูที่สอนดี ทั้งปริมาณ และคุณภาพ ควรจะได้รับการตอบแทนŽ

เป็นเหตุผลหลักทำให้ ศธ.เร่งสนองพระราชปณิธาน ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ เพื่อให้ครูที่ตั้งใจสอน ครูที่อยู่ในห้องเรียน ได้รับการตอบแทนที่มีความเหมาะสมเป็นธรรม

ที่สำคัญ คือแก้ไขข้อบกพร่องของเกณฑ์วิทยฐานะเดิม มีข้อกล่าวหามาตลอดว่าทำให้ครูทิ้งห้องเรียน มีการคัดลอกผลงาน จ้างทำ หรือครูบางคนจ้างนักเรียนทำผลงาน เป็นต้น รวมถึง ยังเป็นการประเมินไม่เป็นธรรม โดยครู 1 คนใช้กรรมการผู้ประเมิน 3 คน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีครูทั้งหมด 4 แสนคน คำนวณเบื้องต้นต้องใช้กรรมการผู้ประเมินกว่า 1.2 ล้านคน จึงจะเพียงพอสำหรับการประเมินเป็นรายบุคคล แน่นอนว่า สพฐ.มีบุคลากรผู้ประเมินไม่เพียงพอ ดังนั้นคนเป็นกรรมการประเมินจึงต้องใช้วนไปมา ทำให้การประเมินไม่ยุติธรรม และใช้งบประมาณถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท

สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ จะกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะในแต่ละระดับ คือ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ระดับละ 5 ปี กำหนดชั่วโมงการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานอื่น โดยชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมงต่อปี เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมงต่อปี มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ถูกลงโทษทางวินัย จรรยาบรรณวิชาชีพ ย้อนหลัง 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำขอผ่านการพัฒนาตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด มีผลงานเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการชั้นเรียน และการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมิน เพราะผู้อำนวยการสถานศึกษาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินตามตัวชี้วัด

ส่วนการอบรมพัฒนาครูโดยมีสถาบันคุรุพัฒนาเป็นหน่วยประสานเชื่อมโยงหน่วยงานผู้จัดหลักสูตรอบรมพัฒนาครู จะต้องมีความเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์วิทยฐานะ สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ครูคนละ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ครูได้เลือกหลักสูตรอบรมได้ตามความต้องการ


นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ครูเสียสิทธิ ยังกำหนดบทเฉพาะกาล แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ผู้บรรจุก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กรณีได้ยื่นคำขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ไว้ก่อนแล้ว และยังไม่ทราบผลการพิจารณา ถ้าผลการพิจารณาอนุมัติก็สามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะถัดไปได้ ในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคุณสมบัติครบ แต่ถ้าไม่อนุมัติ ก็สามารถยื่นขอเลื่อนในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติ และกรณีคุณสมบัติครบที่จะยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ หลังวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 สามารถยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ตนเองมีคุณสมบัติครบ และ

2.ผู้ที่บรรจุหลังวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ให้ยื่นขอตามหลักเกณฑ์ใหม่เท่านั้น

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์และวิธีการวิทยฐานะแนวใหม่ เพราะเกณฑ์เก่ามีข้อเสีย และข้อบกพร่องค่อนข้างมาก ทำให้เกิดวัฒนธรรม การใช้เอกสาร ครูมุ่งทำผลงานทางวิชาการ ทิ้งการสอน และประสิทธิผลเกิดขึ้นกับตัวเด็กต่ำมาก ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่าหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนมากขึ้น

แต่ยังมีข้อห่วงใยกรณีกำหนดให้ครูทำแผนการดำเนินงานเสนอต่อผู้อำนวยการโรงเรียน จะเป็นผู้ประเมินผลการทำงานของครูว่าตรงตามแผนงานที่กำหนดไว้หรือไม่ ตรงนี้หากได้ผู้บริหารดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากได้ผู้บริหารไม่มีความเป็นธรรม ก็อาจทำให้การประเมินไม่มีความเป็นธรรม อีกประเด็นคือ การกำหนดให้ครูต้องผ่านการอบรมพัฒนาตัวเอง โดยจัดสรรงบให้ปีละ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี ถือว่า ศธ.ต้องใช้งบในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก และอาจทำให้กลายเป็นธุรกิจจัดอบรม ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความต้องการ และยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตในวงการศึกษาขึ้นอีก ขณะเดียวกันการอบรมอาจไม่มีความยั่งยืน และครูไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง

น.ส.เบญจนารถ อมรประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลำมะโกรก จ.กำแพงเพชร มองคล้ายกันว่า ภาพรวมหลักเกณฑ์ใหม่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ลงไปที่ตัวเด็ก หรือ

ผู้เรียนอย่างแท้จริง ให้ครูอยู่ในห้องเรียน นับชั่วโมงสอน ไม่ใช่ให้ครูทิ้งห้องเรียน เพื่อใช้เวลาในการทำวิทยฐานะ แต่หากจะให้เห็นผลจริงๆ ต้องอยู่ที่ขั้นตอนการปฏิบัติ ต้องรอดูผลการดำเนินการว่าจะส่งผลตามเป้าหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ให้ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของครู ในแง่ดี ทำให้ครูตั้งใจทำงานมากขึ้น และผู้ที่จะประเมินได้ดีคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน แต่หากผู้อำนวยการโรงเรียน และครู มีความขัดแย้งกัน ก็อาจทำให้เกิดการประเมินที่ไม่เป็นธรรมได้

ด้าน นางนภาพร รัตนบุรี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านหนองหว้า (ชมายนุกูล) จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เคยผ่านขั้นตอนการทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ มองว่าหลักเกณฑ์เดิมมีทั้งข้อดีข้อเสีย ส่วนตัวเองในขณะที่ทำผลงานทางวิชาการจะยึดประโยชน์เกิดขึ้นกับเด็กเป็นหลัก โดยศึกษาทั้งงานวิชาการ และเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด และผลงานขอมีและเลื่อนวิทยฐานะก็สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในการเรียนการสอนได้จริง ดังนั้นที่บอกว่าเกณฑ์เดิมทำให้ครูทิ้งห้องเรียนเพื่อทำผลงานวิชาการ จึงขึ้นอยู่กับส่วนบุคคลมากกว่า ขณะที่เกณฑ์ใหม่นั้น ภาพรวมเห็นด้วย เห็นผลดีจะเกิดขึ้นกับเด็กมากขึ้น มีชั่วโมงการสอนกำกับให้ครูทุ่มเทกับการทำงาน ขณะเดียวกันยังสนับสนุนส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองตามความถัด ตรงนี้ถือเป็นข้อดี ทำให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเรียนในสิ่งที่สนใจ

“ส่วนที่ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามามีส่วนในการประเมินการทำงานครูนั้น คิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเกณฑ์เดิมการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ก็ต้องให้ผู้อำนวยการเซ็นรับรองอยู่แล้ว การให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมประเมินการทำงานของครูด้วย อาจส่งผลดีในแง่ของการทำงาน เพราะจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่าครูคนไหนทำงานอย่างไร ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้ครูหรือผู้กำลังจะเข้ามาเป็นครูมีความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์วิทยฐานะใหม่นี้มากเกินไป แต่ควรจะเตรียมความพร้อมในเรื่องการสอน ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ยึดมั่นในหน้าที่ครู เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีที่สุดŽ” นางนภาพรกล่าว

ต้องติดตามว่า การ ปฏิรูปครูŽ ครั้งนี้จะช่วยยกระดับและพัฒนาวิชาชีพครูให้สูงขึ้นทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพได้จริงหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน


ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 - 14:45 น.

 

**เปิดอ่านข่าวน่าสนใจ**

ข่าวดี!! ก.ค.ศ.เปิดให้กู้ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไข ปัญหาหนี้สินข้าราชการครู วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4/ปี

ข่าวดี!! ก.ค.ศ.เปิดให้กู้ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไข ปัญหาหนี้สินข้าราชการครู วงเงินสูงสุด 300,000 บ..(614)

 หนังสือ สพฐ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04009/ว 795 ลว. 12 ก.พ. 2561 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ว่าง

หนังสือ สพฐ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04009/ว 795 ลว. 12 ก.พ. 2561 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศ..(5706)

เล็งผุดหน่วยงานกลางยกเครื่องปฎิรูปครูทั้งระบบทั้งระบบ

เล็งผุดหน่วยงานกลางยกเครื่องปฎิรูปครูทั้งระบบทั้งระบบ ..(59)

เล็งผุดหน่วยงานกลางยกเครื่องปฎิรูปครูทั้งระบบ

เล็งผุดหน่วยงานกลางยกเครื่องปฎิรูปครูทั้งระบบ ..(5990)

ด่วนที่สุด!! ข้อมูล การเรียกบรรจุครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ครบทุกจังหวัด (ล่าสุด 20 ก.พ. 2561)

ด่วนที่สุด!! ข้อมูล การเรียกบรรจุครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ครบทุกจังหวัด (ล่าสุด 20 ก.พ. 2561)..(8349)

อยากมีวุฒิครูสมัครด่วน!! คุรุสภาผนึก 46 มหา’ลัย อบรม 9 มาตรฐานความรู้ฯ วิชาชีพครู ตั้งแต่วันนี้ ถึงกรกฎาคม 2561

อยากมีวุฒิครูสมัครด่วน!! คุรุสภาผนึก 46 มหา’ลัย อบรม 9 มาตรฐานความรู้ฯ วิชาชีพครู ตั้งแต่วันนี้ ถึงก..(25849)

ชงขอเริ่มสอบใบประกอบวิชาชีพครู กับนักษึกษาครู ที่จะเข้าเรียนปี61

ชงขอเริ่มสอบใบประกอบวิชาชีพครู กับนักษึกษาครู ที่จะเข้าเรียนปี61..(657)

แนวทางการสอบครูผู้ช่วยแบบใหม่ ต้องผ่าน ภาค ก ก.พ. และมีวุฒิครู เท่านั้น

แนวทางการสอบครูผู้ช่วยแบบใหม่ ต้องผ่าน ภาค ก ก.พ. และมีวุฒิครู เท่านั้น..(4642)


Tags
ได้ฤกษ์ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ
ปฏิรูปการศึกษา
ยกระดับคุณภาพ
“ครูไทย”
MBA
IELTS
chulatutor