คุณพ่อคุณแม่ควรอ่าน! การรับมือ ถ้าลูกคุณสมาธิสั้น
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา

คุณพ่อคุณแม่ควรอ่าน! การรับมือ ถ้าลูกคุณสมาธิสั้น

คุณพ่อคุณแม่ควรอ่าน! การรับมือ ถ้าลูกคุณสมาธิสั้น

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2017-07-26 เปิดอ่านแล้ว : 3337 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

คุณพ่อคุณแม่ควรอ่าน! การรับมือ ถ้าลูกคุณสมาธิสั้น

คนที่เป็นพ่อแม่หลายๆ คนคงตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการมีลูกเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เริ่มตั้งแต่การดูแลในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงการคลอด การเลี้ยงลูกในวัยทารกจนกระทั่งเข้าสู่วัยเรียน ซึ่งเด็กในแต่ละวัยก็จะมีปัญหาพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเรียน ดื้อ ซน โดยพ่อแม่หลายคนมักเข้าใจว่าเด็กที่ซุกซนมากเป็นเด็กฉลาด แต่นั่นอาจเป็นพฤติกรรมที่ลูกคุณแสดงออกจากการเป็นโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น หรือADHD (Attention Deficit / Hyperactive Disorder) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก (ก่อนอายุ 7 ขวบ) จากความผิดปกติของสาร-เคมีบางอย่างในสมอง ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของเด็ก ทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน รวมทั้งพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมตามมา โดยโรคนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่ อาการขาดสมาธิ (Attention Deficit) อาการซน (Hyperactivity) และอาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity)

เด็กบางคนอาจจะมีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง และอาการวู่วาม หุนหันพลันแล่นเป็นหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย ในขณะที่เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นบางคนอาจจะไม่ซน แต่มีอาการของการขาดสมาธิเป็นหลัก ซึ่งพบได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและผู้ชาย

โรคสมาธิสั้นจะพิจารณาจากประวัติและอาการของเด็กเท่านั้น ไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการทดสอบใดๆ มาใช้เป็นหลักในการวินิจฉัย(นอกจากใช้ เพื่อการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ) ดังนั้นประวัติโดยละเอียดจากพ่อแม่และข้อมูลจากทางโรงเรียน รวมทั้งผลการเรียนของเด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการวินิจฉัยอย่างมาก อาการที่บ่งชี้ว่าเด็กอาจมีโรคสมาธิสั้น ได้แก่

1. อาการขาดสมาธิ

เด็กจะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดสมาธิและความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้ความคิดหรือความตั้งใจมาก เด็กมักจะแสดงอาการคล้ายเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ ฝันกลางวัน ทำงานไม่เสร็จ ผลการทำงานมักจะไม่เรียบร้อย ขาดความรอบคอบ ตกๆ หล่นๆ และดูเหมือนสะเพร่า นอกจากนี้ยังมีลักษณะขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ มีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลาเราพูดด้วย เวลาสั่งงานก็มักจะลืมทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งอาการขาดสมาธินี้มักจะมีต่อเนื่องและติดตัวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่

 2. อาการซนและหุนหันพลันแล่น

เด็กจะมีลักษณะซน อยู่ไม่นิ่ง ยุกยิกตลอดเวลา นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดินหรือขยับตัวไปมา ชอบวิ่งหรือ ปีนป่าย เล่นเสียงดังและผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและอันตราย ทำให้มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ เด็กมักจะพูดมาก หรือพูดไม่หยุด ชอบแกล้งหรือแหย่เด็กคนอื่น นอกจากนี้ยังพบลักษณะวู่วามใจร้อน อารมณ์หุนหันพลันแล่น ทำอะไรไม่คิดถึงผลที่จะเกิดตามมา ทำของเสียหายบ่อยๆ รอคอยอะไรไม่ได้ มักชอบพูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกเวลาผู้อื่นคุยกัน หรือแย่งเพื่อนเล่นของเล่น

จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นเกิดจากการพร่องของสารสื่อประสาทในสมองบางตัว ได้แก่ โดพามีน(Dopamine) และนอร์อะดรีนาลิน (Noradrenaline) โดยมีสาเหตุจากพันธุกรรมกว่าร้อยละ 40 และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมหรือการเลี้ยงดูเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการผิดปกติดีขึ้นหรือแย่ลงเท่านั้น ดังนั้นวิธีการรักษาโรคนี้จึงเน้นไปที่การผสมผสานระหว่างการรักษาด้วยยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงการช่วยเหลือทางด้านการเรียนของเด็ก

ยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคสมาธิสั้น คือยาในกลุ่มกระตุ้นระบบประสาทหรือPsychostimulants เช่น Methylphenidate, Dextroamphetamine หรือ Pemoline ซึ่งพ่อแม่และครูหลายคนเข้าใจผิดคิดว่ายาไปบีบหรือกดสมองของเด็ก ทำให้วิตกกังวล ลังเลหรือไม่สบายใจที่จะให้เด็กใช้ยารักษา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาจะออกฤทธิ์โดยการไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนและนอร์อะดรีนาลินที่พร่องอยู่ให้ออกมามากขึ้นจนถึงระดับปกติ เป็นผลให้เด็กสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น มีสมาธิยาวนานขึ้น และเรียนหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเนื่องจากมีความเป็นไปได้น้อยมากที่เด็กสมาธิสั้นจะหายจากโรคก่อนอายุ 12 ปี แพทย์จึงแนะนำให้รับประทานยาต่อเนื่องจนพ้นวัยประถมก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาลดหรือหยุดยาต่อไป

ผู้ที่เป็นพ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจและปรับให้มีทัศนคติด้านบวกต่อเด็กมากขึ้น กล่าวคือพฤติกรรมที่ก่อปัญหาของเด็กไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะก่อกวนให้เกิดปัญหา แต่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ นอกจากนี้พ่อแม่ยังจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก อาทิ

1. จัดทำตารางเวลาให้ชัดเจนว่าเด็กต้องทำกิจกรรมอะไรในเวลาใดบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน

2. จัดหาสถานที่ที่เด็กสามารถใช้ทำงาน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ โดยไม่มีใครรบกวน และไม่มีสิ่งที่ทำให้เด็กเสียสมาธิอยู่ใกล้ๆ เช่น ทีวี หรือหน้าต่างที่สามารถเห็นเพื่อนบ้าน

3. ถ้าเด็กวอกแวกง่ายมาก หรือหมดสมาธิง่าย อาจจำเป็นที่จะต้องมีผู้ใหญ่นั่งประกบอยู่ด้วยระหว่างทำงาน

4. พยายามควบคุมอารมณ์ อย่าตวาด ตำหนิเด็ก หรือลงโทษทางกายที่รุนแรง และควรมีการตั้งกฎเกณฑ์ล่วงหน้าว่าเมื่อเด็กทำผิดจะมีการลงโทษอย่างไรบ้าง

5. เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก เช่น ความมีระเบียบ ความสุภาพ การรู้จักรอคอย รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงต่างๆ เป็นต้น

6. หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค ADHD

การตีหรือลงโทษทางร่างกายมักเป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือพฤติกรรมดื้อต่อต้าน และก้าวร้าวมากขึ้น วิธีการที่ได้ผลดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวัลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบหรืออาจจะตัดสิทธิ์ต่างๆ

เมื่อผ่านช่วงวัยรุ่น ร้อยละ30-50 ของเด็กที่เป็นโรคนี้มีโอกาสหายได้ ทำให้สามารถหยุดยาได้ในที่สุด เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหากสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนักก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ในขณะที่ผู้ใหญ่บางคนยังคงมีอาการของโรค ADHD อยู่มาก จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยยาอย่างต่อเนื่อง

การวินิจฉัยแต่แรกเริ่มและให้การดูแลรักษาเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเด็ก ในรายที่ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุมาก หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเพียงพอ จะมีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาหรือโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ปัญหาเด็กเกเร การติดเกม การติดยาเสพติด โรคเครียด หรือโรคซึมเศร้า เนื่องจากการวินิจฉัยโรคสามารถทำได้ไม่ยากและการรักษามักได้ผลดี จึงเป็นที่น่าเสียดายหากเด็กกลุ่มนี้ถูกละเลย โดยเฉพาะสมาชิกตัวน้อยในครอบครัวของคุณหรือแม้แต่ลูกรักของคุณเอง

คุณหมอตอบคำถาม

ลูกสามารถนั่งดูทีวีหรือเล่นวิดีโอเกมได้

นานเป็นชั่วโมง ทำไมจิตแพทย์ยังบอกว่า

เป็นโรคสมาธิสั้นอีกล่ะครับ

ในขณะที่เด็กดูโทรทัศน์หรือเล่นวิดีโอเกม ภาพบนจอทีวี จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทุกๆ1-2 วินาที ทำให้เด็กได้รับสิ่งเร้าใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ และไม่จัดเป็นสมาธิในการดูทีวีหรือเล่นเกม ซึ่งตรงกันข้ามกับสมาธิที่เด็กจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาในการทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ ซึ่งเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะขาดสมาธิแบบนี้

ข้อเท็จจริงน่ารู้

• เด็กไทยวัยเรียนร้อยละ 5 เป็นโรคสมาธิสั้น

• อัตราส่วนโรคสมาธิสั้นในเด็กชายต่อเด็กหญิงเท่ากับ 5:1

• พี่หรือน้องของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสเป็นโรคสมาธิสั้น สูงกว่าคนทั่วไป 5 เท่า

• การดูโทรทัศน์หรือเล่นวิดีโอเกมมากเกินไป และการ รับประทานน้ำตาลหรือช็อกโกแลตมาก ไม่ได้เป็นสาเหตุ ให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น

ที่มา : สสส. และ สถานีใจ Mind Station

แหล่งที่มา :

Tags
คุณพ่อคุณแม่ควรอ่าน!
การรับมือ
ถ้าลูกคุณสมาธิสั้น
loading...

Share With Google+
Share With Line

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

**เปิดอ่านข่าวทั้งหมดในหมวดนี้**

คลิกอ่านที่นี่ การแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

คลิกอ่านที่นี่ การแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ..(6769)

อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก

อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก..(3621)

11 กิจกรรม สร้างลูกให้ฉลาด ในช่วงปิดเทอม

11 กิจกรรม สร้างลูกให้ฉลาด ในช่วงปิดเทอม..(3144)

เทคนิคการพัฒนา ทักษะภาษาในเด็กปฐมวัย

เทคนิคการพัฒนา ทักษะภาษาในเด็กปฐมวัย ..(4251)

เทคนิคการพัฒนา ทักษะภาษาในเด็กปฐมวัย

เทคนิคการพัฒนา ทักษะภาษาในเด็กปฐมวัย ..(436)

“เรียนปนเล่น” ช่วยสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัย

“เรียนปนเล่น” ช่วยสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัย ..(3069)

10 เทคนิคช่วยให้ลูกไม่ต้องเรียนพิเศษ

10 เทคนิคช่วยให้ลูกไม่ต้องเรียนพิเศษ..(5734)

เคล็ดลับสร้างเด็ก ให้ฉลาดสมวัย

เคล็ดลับสร้างเด็ก ให้ฉลาดสมวัย..(1831)


Tags
สอบครูผู้ช่วย
สอบบรรจุ
สอบบรรจุครู
สอบครู
ปฏิรูปการศึกษา
ครูผู้ช่วย
ครูคศ.1
ครูคศ.2
ครูคศ.3
ครูคศ.4
ครูคศ.5
ครูชำนาญการ
ครูชำนาญการพิเศษ
ครูเชี่ยวชาญ
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ครูอัตราจ้าง
พนักงานราชการ
ข่าวการศึกษา
สอบข้าราชการ
สพฐ
สอศ
สกอ
สมศ
สทศ
กศน
สื่อการสอน
สื่อการเรียนรู้
คู่มือครู
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
การงานอาชีพฯ
ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ
สังคมศึกษา
ประวัติศสาตร์
ปฐมวัย
อนุบาล
ศิลปะ
สุขศึกษาพลศึกษา
แผนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้
แผนการจัดประสบการณ์
เทคโนโลยีทางการสอน
นวัตกรรม
การเรียนการสอน
MBA
IELTS
chulatutor