11 วายร้าย!! ทำลายสมองลูก
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา

11 วายร้าย!! ทำลายสมองลูก

11 วายร้าย!! ทำลายสมองลูก

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2017-09-01 เปิดอ่านแล้ว : 16625 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

11 วายร้าย!! ทำลายสมองลูก

ในยุคดิจิตอลที่ผู้คนชอบสะสมความเครียดแทนการใช้สอยความสุข แน่นอนว่าสมองต้องรับบทหนัก คิด วิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งกับเด็กก็ตาม ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งรอบ ๆ ข้างนี้อยู่มิใช่น้อย



ด้วยรูปแบบพฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในยุคแห่งความเจริญนี้ มีพ่อแม่หลายคนเปิดโอกาส หรือสร้างช่องทางให้สมองลูกถูกทำลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะจากสื่อ สภาพแวดล้อม อาหารการกิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อสมองของลูกไม่มากก็น้อยเราจึงได้รวบรวม “วายร้าย ทำลายสมองลูก” มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตระหนักกันค่ะ


1.โทรทัศน์


โทรทัศน์ วายร้าย ทำลายสมองลูก

เริ่มกันที่ “โทรทัศน์” เพราะมีบทความเผยแพร่งานวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำการเปรียบเทียบระดับไอคิวของเด็กที่ดูโทรทัศน์วันละ 1 ชั่วโมงกับเด็กที่ไม่ดูโทรทัศน์เลยพบว่า เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ระดับพัฒนาการของเด็กที่ดูโทรทัศน์จะต่ำกว่าเด็กที่ไม่ดูอย่างชัดเจน นักวิจัยจึงออกข่าวแนะนำพ่อแม่ไม่ให้เลี้ยงลูกด้วยโทรทัศน์จนกว่าจะพ้นระยะปฐมวัยไปแล้ว นั่นก็คือ หลัง 6 ขวบ

ดังนั้น หากต้องการให้สมองของลูกพัฒนาไปตามธรรมชาติ ไม่ถูกกระตุ้นด้วยภาพและเสียงมากเกินไปจนทำให้ลูกกลายเด็กสมาธิสั้น สิ่งหนึ่งที่ห้ามเด็ดขาด คือ ไม่ควรดูโทรทัศน์ในระหว่างตั้งครรภ์ และระหว่างเลี้ยงลูกวัยก่อน 6 ขวบ เพราะต้องไม่ลืมว่า เวลาดูโทรทัศน์ เด็กจะใช้ประสาทสัมผัสเพียง 2 ส่วนคือ ตารับภาพ กับหูรับเสียงเท่านั้น จึงขัดแย้งกับกระบวนการเรียนรู้ในเด็กเล็ก ซึ่งจะต้องเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่ 6 ซึ่งโทรทัศน์ไม่สามารถตอบสนองได้เลย ซ้ำยังเป็นการทำลายสมองส่วนรับประสาทสัมผัสอื่นๆ ทางอ้อมอีกด้วย เพราะจะทำให้ค่อยๆ ฝ่อลง เนื่องจากไม่ได้ถูกใช้งานเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การที่เด็กเรียนรู้เพียงภาพ และเสียง เด็กจะไม่เข้าใจถึงการดำรงอยู่จริงๆ ของสิ่งที่เขาเห็นจากโทรทัศน์ เช่น ถ้าเราอยากให้ลูกรู้จักโต๊ะ เก้าอี้ แต่เราให้ดูแต่ภาพ หรือฟังเสียงเคาะโต๊ะ ขยับเก้าอี้จากโทรทัศน์เท่านั้น เขาก็จะรู้จักแค่ว่า โต๊ะ เก้าอี้ มีลักษณะแบนๆ เหมือนในภาพ แต่ไม่รู้ว่ามีความลึก หนา บาง หรือมีผิวสัมผัสอย่างไร ร้อนเย็นแค่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าลูกไม่เคยจับโต๊ะเก้าอี้เลย ความทรงจำของลูกเกี่ยวกับโต๊ะเก้าอี้ก็ไม่จริง แต่เป็นความทรงจำที่จำลองขึ้น


2.นอนดึกบ่อย ๆ


นอนดึก วายร้าย ทำลายสมองลูก

เด็ก แต่ละวัยก็มีชั่วโมงการนอน หลับพักผ่อนแตกต่างกัน ตามนาฬิกาในสมอง (Biological clock) ลูกน้อยในวัยนี้ ควรนอนตั้งแต่ 2 ทุ่มหรือ 2 ทุ่มครึ่งช้าที่สุด นอนหลับลึกช่วงกลางคืน 10-12 ชั่วโมง ถ้าหากนอนดึก ตื่นเช้าบ่อย ๆ แล้วล่ะก็นอกจากร่างกายจะไม่สูงใหญ่แล้ว ก็จะทำให้เซลล์สมองไม่ได้รับการทดแทนจากการฟักตัวของเซลล์ใหม่ เซลล์สมองที่ตายแล้วจะสะสมจนมีปริมาณมาก ทำให้สมองไม่พัฒนาเท่าที่ควรค่ะ


3.อาหารขยะ


อาหารขยะจากแป้งทอด หรือย่างด้วยความร้อนสูง นับวันจะมีมากขึ้นในเมืองไทย ซึ่งการซื้ออาหารเหล่านี้ให้เด็กกินหรือให้เด็กซื้อกินจนติดเป็นนิสัย เป็นสิ่งที่น่าห่วงมาก เห็นได้จากข้อมูลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า การให้เด็กๆ ที่อายุไม่ถึง 3 ขวบ รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมัน มีส่วนทำให้กระบวนการพัฒนาของเซลล์สมองด้อยประสิทธิภาพลง และอาจทำให้เด็กมีไอคิวต่ำกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน

โดยงานวิจัยชิ้นนี้นำระดับไอคิวของเด็กที่รับประทานขนมกรุบกรอบอย่างมันฝรั่งทอด บิสกิต หรือพิซซ่าตั้งแต่อายุน้อยๆ (ไม่เกิน 3 ขวบ) มาเปรียบเทียบกับเด็กที่รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่ทำเองในบ้านพบว่า เด็กกลุ่มแรกมีไอคิวต่ำกว่าเด็กกลุ่มที่สองอย่างน้อย 5 แต้ม และแม้ว่าพ่อแม่จะปรับอาหารให้ดีขึ้นในภายหลัง ก็อาจสายเกินไปที่จะเยียวยาเสียด้วย เพราะกระบวนการพัฒนาของสมองนั้น ในช่วง 3 ขวบปีแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต

อย่างไรก็ดี การให้เด็กๆ ในวัยดังกล่าวรับประทานแต่อาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน น้ำตาล ไม่เพียงแต่จะทำให้สมองของเด็กเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ยังทำให้เด็กขาดวิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองด้วย


4.ของเล่น


ของเล่นบางชนิดที่ผลิตอาจมีสารพิษ และสารเคมีประเภทตะกั่ว หรือสารปรอทที่ปนเปื้อนมากับของเล่น หากได้รับการสั่งสมเป็นเวลานาน และปริมาณมากก็ส่งอันตรายต่อสมองได้ ซึ่งสารพิษสามารถป้องกันได้โดยการเลือกของเล่นที่ได้รับเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานอุตสาหกรรม) รับรองว่าปลอดภัย


5.บุหรี่


สำหรับบ้านที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ สภาพแวดล้อมในบ้านไม่ปลอดโปร่ง อาจทำให้สมองของเด็กได้รับสารพิษ และเป็นการสกัดกั้นและบั่นทอนศักยภาพในสมองให้ลดลงได้ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจน และอากาศที่สดชื่น


ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกประเมินว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั้งโลก ได้หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กอยู่ในบ้าน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กมากๆ เพราะยิ่งเด็กหายใจเข้าไปมากเท่าไร สมองก็ยิ่งจะเสื่อมลงไปทุกที ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ควรคิดให้ดีก่อนจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบในบ้าน


6.ความเครียดสะสม


ความเครียดสะสมจากการเรียนหนัก ถูกบังคับให้เรียน หรือทำในสิ่งที่ไม่ชอบ รวมไปถึงการถูกตำหนิทุกวัน ไม่เคยได้รับคำชมเลย สิ่งเหล่านี้อาจไปยับยั้งการเรียนรู้ ทำลายสมอง ทั้งยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเครียด โรคกระเพาะ รวมไปถึงภาวะซึมเศร้าด้วย


7.ไอโฟน ไอแพด




พ่อแม่ในยุคไซเบอร์ที่ชอบเลือกซื้อไอโฟน ไอแพดให้ลูกเล่น พึงตระหนักกันให้ดีๆ ถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า เจ้าสองสิ่งนี้จะส่งผลร้ายต่อสมองเด็กโดยตรง แต่ถ้าปล่อยให้เด็กเล่น และอยู่กับเจ้าเครื่องเหล่านี้ตั้งแต่เล็ก โอกาสที่เด็กจะพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ย่อมมีได้น้อย อีกทั้งความเสี่ยงต่อโรคสมาธิสั้นย่อมเกิดได้สูงตามไปด้วย เนื่องจากภาพต่างๆ ในจอ เปลี่ยนเร็วมาก เด็กจะคุ้นเคยกับความเร็ว ทำให้รอคอยไม่เป็น ทางที่ดีควรให้ลูกเล่นเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม และมีกฎกติกาการใช้ที่ชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า มีผู้ป่วยด้วยอาการปวดแขน ปวดคอจากการใช้งานแท็บเล็ตพีซีเช่นไอแพดเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องนี้ ดร.John Pappas ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์จาก Beaumont Centre ในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เผยว่า การใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ โดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือและมือ จึงสมควรใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น 


8.คลื่นมือถือ


มีรายงานเรื่อง “Cell Phones For Kids Death Traps To Hasten Their Deaths” ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง จากผลการศึกษาวิจัยของ Dr.Om Ghandhi มหาวิทยาลัยยูทาห์ ในรายงานระบุว่า คลื่นที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือนั้นจะทะลวงเข้าสู่เนื้อเยื่อสมองทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และอาจทำให้เกิดการดัดแปลงระดับชั้นพันธุกรรม (DNA) และชั้นเซลล์ ซึ่งอาจเป็นเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ (อ่านต่อบทความ “โทรศัพท์มือถืออันตราย กับลูกน้อยจริงหรือไม่?” / “ภัยจากรังสีที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ”)



9.อาหารมื้อเช้า


ความเร่งรีบของภาวะสังคมในปัจจุบัน อาหารมื้อเช้าของลูกเลยกลายเป็นเมนูจานด่วน แต่ช้าแต่ แค่นมสด 1 กล่อง ขนมปังพวกตระกูลไข่ทั้งหลายแหล่ ตามด้วยผลไม้ที่หาได้ง่าย ๆ อย่าง พวกกล้วยน้ำว้า มะละกอ ส้ม เท่านี้ลูกเลิฟก็ได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วค่ะ


แต่ถ้าไม่ได้หม่ำอาหารเช้า หรือหม่ำแต่เพียงเล็กน้อยบ่อย ๆ ก็อาจจะทำให้สมองมึนจนขาดสมาธิการเรียน และมีอาการง่วงซึมตลอดทั้งวัน พอนาน ๆ เข้าก็อาจจะส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารในร่างกายเป็นอย่างมาก


10.ความอ้วนตุ๊ต๊ะ



หาก คุณลูกเลือกหม่ำทุกอย่างที่ขวางหน้า จนน้ำหนักตัวเริ่มฉุดไม่อยู่แล้ว กลายเป็นคนอ้วนตุ๊ต๊ะขึ้นมา ก็อาจส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหนาขึ้น เพราะการเกาะตัวของไขมันจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้สมองทำงานได้ช้าลงเช่นเดียวกัน


11.ของหวาน


สมอง ไม่ใช่ความรักที่จะต้องหมั่นเติมความหวานอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กที่ชอบหม่ำของหวานติดเป็นนิสัยแล้ว ซึ่งส่งผลให้น้ำตาลไปขัดขวางการดูดซึมของโปรตีนและสารอาหาร เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ

สุขภาพสมองของลูกจะไปในทิศทางไหน พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เป็นผู้กำหนด

สมองหนูดีได้ เกิดจาก…



นอกจากพัฒนาการทางกายภาพ เรื่องการกิน อยู่ หลับ นอน ของลูกแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้สมองของเขามีพัฒนาการที่ดี สมองดี คือประสบการณ์การเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อมที่คุณพ่อคุณแม่จะจัดให้ดังต่อไปนี้ค่ะ

ให้ความรักความอบอุ่น การให้ความรักความอบอุ่นและดูแลใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ลูกมีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ มีความสุข และรู้สึกปลอดภัย ซึ่งจะทำให้เขาพร้อมที่จะเรียนรู้

อาหารดี เมื่อลูกได้กินอาหารที่มีสารอาหารอาหารครบถ้วน และปริมาณเหมาะสม ก็จะช่วยให้สมองเจริญเติบโตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สื่อสารผ่านประสาทสัมผัส คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส โอบกอด สัมผัส ร้องเพลงกับลูก หรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก เพื่อให้เขาได้คุ้นเคยกับเสียงและภาษา ซึ่งโดยรวมแล้วก็คือการกระตุ้นผ่านระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นเอ

บรรยากาศดี บรรยากาศในบ้านควรสงบร่มเย็นค่ะ ทุกคนในบ้านต้องมีความรักความเข้าใจให้แก่กัน เพราะเด็กๆ สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกและการกระทำต่างๆ ของผู้ใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเขาอย่างแน่นอน

พักผ่อนเพียงพอ เด็กๆ ต้องได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อน และเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

อากาศ สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนมากที่สุด ควรหาช่วงเวลาให้ลูกได้รับอากาศบริสุทธิ์อยู่บ่อย ๆ

จิบน้ำบ่อย ๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85% เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว กลายเป็นคนคิดช้า ก็ควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อย ๆ

หัวเราะและยิ้ม ทุกครั้งที่ยิ้ม หรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา ยิ่งหลั่งออกมามากเท่าไหร่ก็เป็นผลดีต่อสมองเท่านั้น

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะนำความสำเร็จในเรื่องของการเรียนรู้มาสู่เจ้าตัวเล็ก แต่การที่เด็กจะมีสติปัญญาดี สมองดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิต คุณพ่อคุณแม่จึงต้องปลูกฝังเรื่องอีคิวหรือการรับรู้อารมณ์ของตนเอง และเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยค่ะ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “สมองอ่าน อ่านสมอง” ของ พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ สำนักพิมพ์แฮปปี้ แฟมิลี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.manager.co.th

บทความจาก : www.amarinbabyandkids.com/

แหล่งที่มา :

Tags
11
วายร้าย!!
ทำลายสมองลูก
loading...

Share With Google+
Share With Line

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

**เปิดอ่านข่าวทั้งหมดในหมวดนี้**

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?..(4964)

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก..(3721)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(47684)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(92)

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว..(2384)

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู..(1063)

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด..(1173)

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ..(1672)


Tags
สอบครูผู้ช่วย
สอบบรรจุ
สอบบรรจุครู
สอบครู
ปฏิรูปการศึกษา
ครูผู้ช่วย
ครูคศ.1
ครูคศ.2
ครูคศ.3
ครูคศ.4
ครูคศ.5
ครูชำนาญการ
ครูชำนาญการพิเศษ
ครูเชี่ยวชาญ
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ครูอัตราจ้าง
พนักงานราชการ
ข่าวการศึกษา
สอบข้าราชการ
สพฐ
สอศ
สกอ
สมศ
สทศ
กศน
สื่อการสอน
สื่อการเรียนรู้
คู่มือครู
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
การงานอาชีพฯ
ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ
สังคมศึกษา
ประวัติศสาตร์
ปฐมวัย
อนุบาล
ศิลปะ
สุขศึกษาพลศึกษา
แผนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้
แผนการจัดประสบการณ์
เทคโนโลยีทางการสอน
นวัตกรรม
การเรียนการสอน
MBA
IELTS
chulatutor