เด็กไม่ควรคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ตลอดเวลา
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา

เด็กไม่ควรคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ตลอดเวลา

เด็กไม่ควรคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ตลอดเวลา

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2017-09-13 เปิดอ่านแล้ว : 1639 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

เด็กไม่ควรคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ตลอดเวลา


Lea Waters นักจิตวิทยาใช้เวลานาน 20 ปีทำการวิจัยเกี่ยวกับวิธีช่วยให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมีความสุข ในหนังสือเรื่อง “The Strength Switch” นักจิตวิทยาคนนี้แนะนำพ่อเเม่ว่าควรเน้นส่งเสริมจุดเด่นของลูกเเทนที่จะพยายามแก้ไขจุดอ่อน



Waters นักจิตวิทยากล่าวว่าหากพ่อเเม่เน้นแต่ปัญหาของลูกว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง มีอะไรขาดหายไปและต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ผลลัพท์ที่ได้อย่างดีที่สุด ก็เพียงเเค่ช่วยให้เด็กเรียนดีขึ้นไปอยู่เกินระดับเฉลี่ยเล็กน้อย แต่หากพ่อเเม่มองที่จุดเด่นของลูกมากกว่าจุดด้อยและมุ่งส่งเสริมจุดเด่นนั้น ลูกก็จะพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่



นักจิตวิทยาเรียกแนวทางนี้ว่า “การเลี้ยงลูกที่ตั้งอยู่บนจุดเด่นของเด็ก” แต่เธอเตือนว่าบางครั้ง พ่อเเม่อาจมุ่งเสริมสร้างจุดเด่นของลูกมากเกินไป โดยอาจให้ลูกไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมไม่หยุดหย่อน ทำกิจกรรมทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เกินพอดี จนเด็กไม่มีเวลาว่าง ซึ่งอาจส่งผลเสียได้


คุณ Waters กล่าวว่าการทำแบบฝึกหัดและการฝึกฝนช่วยเสริมสร้างความสามารถของเด็กให้ดีขึ้นก็จริง เเต่การใช้เวลาอยู่เฉยๆ ไม่มีตารางเวลาประจำวันมากำหนดและได้ใช้เวลาแบบเปล่าประโยชน์เสียบ้างก็เป็นผลดีกับเด็กเช่นกัน


หนังสือของคุณ Waters เขียนจากผลการวิจัยของเธอเกี่ยวกับจิตวิทยา การเลี้ยงลูกเเละการศึกษาเชิงบวกที่มหาวิทยาลัยเมลเบริ์น ออสเตรเลียและเธอยังอ้างผลการวิจัยอื่นๆ อีกหลายชิ้นของนักวิจัยคนอื่นๆ ในสหรัฐฯ ด้วย


คุณ Waters กล่าวถึงผลงานการวิจัยของ Deena Weisberg กับทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่ศึกษาหลักสูตรการเล่นและทำให้เกิดอะไรขึ้นกับสุขภาพจิตของเด็กและความสามารถในการคิดหากโรงเรียนรวมเอาการเล่นไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้


และเธอกล่าวว่าเธอชื่นชมการวิจัยของ Kathy Hirsh-Pasek ที่มหาวิทยาลัยเท็มเพิ้ล ในรัฐฟลอริด้าที่เกี่ยวกับการให้เด็กมีเวลาว่างจากกิจกรรมการเรียนรู้ โดยไม่จัดตารางเวลากิจกรรมให้ลูกจนเต็มเหยียด เธอบอกว่าการวิจัยนี้มีอิทธิพลต่อวิธีการเลี้ยงลูกของเธอเอง


คุณ Waters ยังกล่าวถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบการทำงานทางเลือกของสมองสองระบบโดย Mary Helen Immordina-Yang ศาสตราจารย์ด้านการศึกษา จิตวิทยาและประสาทวิทยาที่มหาวิทยาลัยเซ้าเทิร์นเเคลิฟอร์เนีย


นักจิตวิทยาเรียกแนวทางนี้ว่า “การเลี้ยงลูกที่ตั้งอยู่บนจุดเด่นของเด็ก” แต่เธอเตือนว่าบางครั้ง พ่อเเม่อาจมุ่งเสริมสร้างจุดเด่นของลูกมากเกินไป โดยอาจให้ลูกไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมไม่หยุดหย่อน ทำกิจกรรมทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เกินพอดี จนเด็กไม่มีเวลาว่าง ซึ่งอาจส่งผลเสียได้

คุณ Waters กล่าวว่าการทำแบบฝึกหัดและการฝึกฝนช่วยเสริมสร้างความสามารถของเด็กให้ดีขึ้นก็จริง เเต่การใช้เวลาอยู่เฉยๆ ไม่มีตารางเวลาประจำวันมากำหนดและได้ใช้เวลาแบบเปล่าประโยชน์เสียบ้างก็เป็นผลดีกับเด็กเช่นกัน

หนังสือของคุณ Waters เขียนจากผลการวิจัยของเธอเกี่ยวกับจิตวิทยา การเลี้ยงลูกเเละการศึกษาเชิงบวกที่มหาวิทยาลัยเมลเบริ์น ออสเตรเลียและเธอยังอ้างผลการวิจัยอื่นๆ อีกหลายชิ้นของนักวิจัยคนอื่นๆ ในสหรัฐฯ ด้วย

คุณ Waters กล่าวถึงผลงานการวิจัยของ Deena Weisberg กับทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่ศึกษาหลักสูตรการเล่นและทำให้เกิดอะไรขึ้นกับสุขภาพจิตของเด็กและความสามารถในการคิดหากโรงเรียนรวมเอาการเล่นไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

และเธอกล่าวว่าเธอชื่นชมการวิจัยของ Kathy Hirsh-Pasek ที่มหาวิทยาลัยเท็มเพิ้ล ในรัฐฟลอริด้าที่เกี่ยวกับการให้เด็กมีเวลาว่างจากกิจกรรมการเรียนรู้ โดยไม่จัดตารางเวลากิจกรรมให้ลูกจนเต็มเหยียด เธอบอกว่าการวิจัยนี้มีอิทธิพลต่อวิธีการเลี้ยงลูกของเธอเอง

คุณ Waters ยังกล่าวถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบการทำงานทางเลือกของสมองสองระบบโดย Mary Helen Immordina-Yang ศาสตราจารย์ด้านการศึกษา จิตวิทยาและประสาทวิทยาที่มหาวิทยาลัยเซ้าเทิร์นเเคลิฟอร์เนีย


ระบบการทำงานของเครือข่ายในเขตต่างๆ สมอง ได้เเก่ ความใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทางรูปธรรมและการใส่ใจกับสิ่งที่เป็นนามธรรม ศาสตราจารย์ Immordina-Yang อธิบายว่าความใส่ใจทางรูปธรรมเป็นการจดจ่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว การมองดูและการใส่ใจในสิ่งที่มอง ยกตัวอย่าง การเล่นกีฬา เด็กต้องมองดูผู้เล่นในทีม ต้องใส่ใจในสถานการณที่กำลังเกิดขึ้น


ต้องวิ่งให้เร็ว ต้องประสานความรู้สึกทางอารมณ์และต้องตอบสนองต่อสิ่งที่เห็น ส่วนความใส่ใจทางนามธรรม เกิดขึ้นขณะที่เด็กอยู่เฉยๆอาจจะกำลังฝันกลางวันหรือกำลังใช้จินตนาการคิดถึงสิ่งอื่นๆที่ไม่อยู่ตรงหน้า แต่อยู่ในความทรงจำและความคำนึง ศาสตราจารย์ Immordina-Yang กล่าวว่าการใส่ใจทั้งสองแบบนี้มีความสำคัญในการช่วยให้คนเราสามารถทำในสิ่งต่างๆรอบตัวได้

และคุณ Waters นักจิตวิทยากล่าวว่าการลดกิจกรรมต่างๆสำหรับเด็กลงช่วยให้เด็กใช้ความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพ เธอบอกว่าเทียบได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังเปิดใช้โปรแกรมต่างๆในเวลาเดียวกัน ทำให้เครื่องทำงานช้าลง แต่เมื่อผู้ใช้ทยอยปิดโปรแกรมต่างๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะทำงานได้เร็วขึ้นซึ่งก็เหมือนกับสมองของเด็กๆที่มีเวลาได้ทำอะไรเรื่อยเปื่อยเสียบ้าง ซึ่งเธอเรียกว่า goofing off

คุณ Waters กล่าวว่า goofing off หรือ การทำอะไรเรื่อยเปื่อย เป็นการที่เด็กมีเวลาว่างเพื่อทำอะไรก็ได้ที่เด็กอยากทำ ไม่ว่าจะโยนบาสเก็ตบอลลงห่วงสนุกๆ สร้างสรรค์งานศิลป์หรืออาจจะทำอาหาร โดยเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เด็กสนใจสามารถทำได้โดยอัตโนมัติและสนุกสนานกับกิจกรรมที่ทำ เเต่เธอบอกว่า การใช้เวลาเรื่อยเปื่อยหรือ goofing off ไม่ได้หมายความว่าสมองของเด็กหยุดนิ่ง

คุณ Waters บอกว่าในช่วงเวลาว่างนี้ สมองจะเข้าสู่เครือข่ายของการทำงานทางใจหรือที่เรียกว่า default network mode เพื่อแปรข้อมูลที่ได้รับมาตลอดทั้งวันและรวมข้อมูลใหม่
ท้ายสุด คุณ Waters นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือหวังว่าพ่อเเม่จะเชื่อว่าเด็กๆไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและการปล่อยให้ลูกมีเวลาว่างหรือ goofing off โดยไม่ต้องทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวบ้าง ก็เป็นผลดีต่อเด็กเช่นกัน


ขอขอบคุณ จาก ครีมเมอรี่พลัส 

ขอบคุณภาพจาก : https://www.pexels.com/

แหล่งที่มา :

Tags
เด็กไม่ควรคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้ตลอดเวลา
loading...

Share With Google+
Share With Line

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

**เปิดอ่านข่าวทั้งหมดในหมวดนี้**

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?..(4961)

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก..(3719)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(47651)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(92)

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว..(2382)

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู..(1063)

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด..(1173)

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ..(1672)


Tags
สอบครูผู้ช่วย
สอบบรรจุ
สอบบรรจุครู
สอบครู
ปฏิรูปการศึกษา
ครูผู้ช่วย
ครูคศ.1
ครูคศ.2
ครูคศ.3
ครูคศ.4
ครูคศ.5
ครูชำนาญการ
ครูชำนาญการพิเศษ
ครูเชี่ยวชาญ
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ครูอัตราจ้าง
พนักงานราชการ
ข่าวการศึกษา
สอบข้าราชการ
สพฐ
สอศ
สกอ
สมศ
สทศ
กศน
สื่อการสอน
สื่อการเรียนรู้
คู่มือครู
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
การงานอาชีพฯ
ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ
สังคมศึกษา
ประวัติศสาตร์
ปฐมวัย
อนุบาล
ศิลปะ
สุขศึกษาพลศึกษา
แผนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้
แผนการจัดประสบการณ์
เทคโนโลยีทางการสอน
นวัตกรรม
การเรียนการสอน
MBA
IELTS
chulatutor