อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา

อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก

อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2017-10-15 เปิดอ่านแล้ว : 4888 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

อ่านด่วน! ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก

เด็กในยุค Gen Z (เกิดหลังปี 2000) เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสารพัดอุปกรณ์ไฮเทค อย่างสมาร์ทโฟน ไอแพด และเกมส์ต่างๆ ผลที่ตามมาจากพฤติกรรมเหล่านี้ คือ โรคสมาธิสั้น และมีพัฒนาการด้านต่างๆ ช้าลง 


หากเด็กถูกเร้าด้วยสิ่งเร้า (ประสาทสัมผัส) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือลงมือเล่นอะไร (คลุกคลีกับหน้าจอนานๆ) การเรียนรู้และการเจริญเติบโตของเด็กจะถูกกระทบได้ โดยแบ่งเป็นประเด็นดังนี้



1. อ้วน-ผอมเกินไป และเป็นเด็กกินยาก เด็กที่จมจ่อมอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคอาจประสบกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่ว่ามา เด็กที่อ้วนเกินไปมักเป็นเพราะเด็กไม่ได้เคลื่อนไหว รวมทั้งพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงอาจฉวยจังหวะนี้ป้อนอาหารเด็กไปด้วย (ทำให้ได้อาหารมากเกินตามความต้องการของเด็ก) 

2. เด็กขาดสมาธิไม่สามารถสนใจจดจ่อ ซนอยู่ไม่นิ่ง ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่ทำให้มีอาการเหมือนเป็นเด็กซนสมาธิสั้น แต่ Edward Hallowell จิตแพทย์ชาวอเมริกัน พบว่าผู้ใหญ่ที่ใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปมีอาการหงุดหงิดง่าย ไม่อดทน รอคอยไม่ได้ และวอกแวก เป็นเพราะจอของโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตมีการเปลี่ยนแปลงหน้าจออย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเมื่อสืบค้นอะไรจากอินเตอร์เนตมักจะรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องรอคอยเหมือนแต่ก่อน สมองของเด็กจะจดจำความรวดเร็วเหล่านี้ ทำให้เมื่อต้องเผชิญกับชีวิตจริงจึงไม่จดจ่อ รอไม่ไหว คอยไม่เป็น



3. ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่คล่องแคล่วว่องไว ร่างกายไม่ยืดหยุ่น ทักษะกล้ามเนื้อต่างๆ เหล่านี้จะเกิดได้ต้องอาศัยการปีนป่าย ไล่จับ วิ่งเปี้ยว งูกินหาง ตบแผะ ตั้งเต คือไปเล่น ออกกำลังกาย แต่ปัจจุบันเด็กหลายคนไม่รู้จักการเล่นแบบนี้แล้ว การออกกายบริหารคือวิธีลัดที่ช่วยส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ของร่างกาย 2 ด้าน ซึ่งถือเป็นการใช้สมอง 2 ซีกทำงานร่วมกัน (Bilateral Integration) อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสมองขั้นสูง 

การใช้เวลากับอุปกรณ์ไฮเทค เด็กขาดโอกาสเล่นกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ ทำให้ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ไม่คล่องแคล่ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคอ้วน และอาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้

4.  ปัญหาต่อการเรียนรู้ผ่านการมอง เป็นผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน หมอพบว่าเด็กหลายคนไม่ชอบมองของเล่น คน หรือสิ่งต่างๆ แต่กลับสนใจมองแต่แสงที่จ้า เช่น แสงไฟ แสงจากหน้าจอ เด็กหลายคนที่มาปรึกษาด้วยปัญหาพัฒนา เมื่อประเมินแล้วพบว่าเด็กตาลอย เพราะขาดสมาธิในการมอง ไม่สามารถมองตาม หรือไม่เข้าใจภาพที่เห็นหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะเคยชินกับภาพจากหน้าจอที่เป็น 2 มิติมีสีสันฉูดฉาด ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาที่เด็กต้องได้เรียนรู้จากของจริงที่เป็น 3 มิติเสียก่อน เพื่อในระยะยาวเด็กต้องนำไปใช้เมื่อโตขึ้น ต้องอ่าน ต้องเขียน ต้องลงมือทำ นอกจากนี้ยังพบปัญหาทางสายตามากขึ้นในเด็กที่เพ่งมองอุปกรณ์นี้ เช่น สายตาสั้น สายตาเอียง เป็นต้น



5. ปัญหาต่อการเรียนรู้ผ่านการฟัง พัฒนาการทางภาษา เช่น เด็กพูดช้า หรือความเข้าใจภาษาชั้นสูง (Language Comprehension) ไม่ได้ถูกฝึกฝน มีทั้งฟังแล้วจำไม่ได้ ฟังแล้วคิดตามไม่ได้ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หมอพบมาก การเรียนรู้ด้านภาษาล้วนต้องผ่านการเล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับผู้ใหญ่หรือเด็กด้วยกัน เช่น เกมจำชื่อสัตว์ เกม “อะไรเอ่ย” กิจกรรมที่ลงมือทำด้วยกันที่ช่วยให้เด็กเข้าใจลำดับเหตุการณ์ (Sequencing) การเชื่อมโยงเหตุและผล (อาจผ่านการเล่านิทาน การแก้ปัญหาในชีวิตจริง) เราพบว่าหากเป็นเด็กที่อ่านได้แล้ว บางครั้งการอ่านข้อมูลจากเวบไซต์ก็เป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้มากมาย หากขาดผู้ใหญ่คอยช่วยกระตุ้นให้คิด เชื่อมโยง เด็กมีโอกาสรับข้อมูลผิดๆ เหล่านั้น รวมทั้งขาดโอกาสในการฝึกคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกด้วย


6. มีปัญหาการเขียน องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เด็กเขียนได้ดี คือ ลำตัวต้องแข็งแรง (ผ่านการเล่น ปีนป่าย) หัวไหล่ต้องมั่นคง (ผ่านการเล่น เช่น กิจกรรมโหนบาร์ ยกของ ลากของ กายบริหาร) ข้อมือกระดกและมั่นคง รวมทั้งกล้ามเนื้อมือต้องแข็งแรง หากเด็กขาดโอกาสในการออกกำลังกายแล้ว และการใช้อุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้แค่นิ้วชี้ (เพื่อกดทัชสกรีน หรือบางครั้งอาจมีนิ้วอื่นบ้าง) แต่แทบไม่ได้ฝึกฝนร่างกายส่วนอื่นเลย เด็กจะมีองค์ประกอบการเขียนที่ดีได้อย่างไร นี่ยังไม่นับทักษะที่เด็กต้องสามารถประสานการทำงานระหว่างมือกับตา (Visual-Motor Integration) นอกจากนี้ หากมองในมิติการเขียนรายงานในเด็กที่เข้าโรงเรียนแล้ว ปัจจุบันจะพบว่าบ่อยครั้งที่เด็กทำรายงานส่ง เด็กมักใช้การ Copy and Paste แต่ไม่ได้เขียนจากสิ่งที่เรียนรู้มาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะการเขียนที่ต้องฝึกฝน 



7. ขาดทักษะในการแก้ปัญหา เด็กจะแก้ปัญหาได้ ต้องได้เผชิญอุปสรรค ได้คิด ลงมือทำ (ลองผิด-ลองถูก) จากประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวัน หรือในขณะที่เล่น ซึ่งบ่อยครั้งอาจเรียกว่า “ทักษะชีวิต” แต่เกมคอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นมักเน้นการต่อสู้ หรือการแก้ปัญหาเพียงบางเรื่อง (เช่น ฝึกมิติสัมพันธ์) ไม่หลากหลายและไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขณะที่การได้เล่นเป็นกลุ่ม เด็กจะได้ฝึกทักษะในการแก้ข้อขัดแย้งเวลาทะเลาะกับเพื่อน การเล่นประดิษฐ์สิ่งของ การเล่นสมมติ เด็กจะได้โอกาสฝึกแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น หากของเล่นเสียจะซ่อมแซมและประยุกต์สิ่งอื่นมาใช้แทนอย่างไร หากเกิดอุปสรรคในการเล่น จะร่วมกันคิดแก้ปัญหาอย่างไร

8. ขาดความสัมพันธ์กับผู้คน การเล่นอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ มักทำให้เด็กอยู่ลำพังเป็นเวลานานๆ ขาดโอกาสในการเข้าสู่สังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมในบ้าน (กับผู้ใหญ่หรือเด็กอื่นในครอบครัว) หรือสังคมนอกบ้าน (เพื่อนบ้าน) ซึ่งทักษะสังคมไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด แต่เด็กต้องได้ฝึกอยู่ร่วมกับคนอื่น 


9. การรับรู้มิติแห่งเวลาเปลี่ยนแปลงไป เพราะความเร็วของเทคโนโลยี ความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารกัน ทำให้เด็กรุ่นใหม่เริ่มรับรู้มิติแห่งเวลาเปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างในชีวิตต้องเร่งรีบ (ซึ่งไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน) เด็กไม่ได้ฝึกการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่อาจทำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเครียดหนึ่งของเด็ก เพราะขณะที่มีความเร่งรีบ ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

10. มีปัญหาการนอน หน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้มักมีแสงที่สว่าง ซึ่งอาจกระทบต่อการสร้างสารที่จำเป็นต่อการนอน (สารนี้จะสร้างได้ดีเมื่ออยู่ในที่มืด หรือเวลากลางคืน) รวมถึงเด็กอาจถูกเร้าจนไม่สามารถสงบตนเองลงเพื่อให้นอนหลับได้ 

11. ผลกระทบอื่นที่ยังไม่รู้ อุปกรณ์เหล่านี้อาจมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งในระยะสั้นยังไม่พบว่าส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ แต่ควรรอดูในระยะยาวกันอีกว่าจะเกิดผลกระทบใดหรือไม่


ขอบคุณที่มา:  http://www.healthygamer.net/information/article/13867

แหล่งที่มา :

Tags
อ่านด่วน!
ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อเด็ก
loading...

Share With Google+
Share With Line

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

**เปิดอ่านข่าวทั้งหมดในหมวดนี้**

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?

นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะ ?..(5047)

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก

การให้เด็กซ้ำชั้น คือ การซ้ำเติมเด็ก..(3776)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(49998)

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ

ข้าราชการต้องอ่าน! ต้องรับราชการกี่ปี จึงมีสิทธิ์รับบำเหน็จ/บำบาญ ..(95)

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว

เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียว..(2416)

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู

6 เทคนิค พัฒนาแผนการสอนสำหรับคุณครู..(1067)

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด

10 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ” ให้อยู่หมัด..(1178)

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ

หยุดทำร้ายลูก! ด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ..(1676)


Tags
สอบครูผู้ช่วย
สอบบรรจุ
สอบบรรจุครู
สอบครู
ปฏิรูปการศึกษา
ครูผู้ช่วย
ครูคศ.1
ครูคศ.2
ครูคศ.3
ครูคศ.4
ครูคศ.5
ครูชำนาญการ
ครูชำนาญการพิเศษ
ครูเชี่ยวชาญ
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ครูอัตราจ้าง
พนักงานราชการ
ข่าวการศึกษา
สอบข้าราชการ
สพฐ
สอศ
สกอ
สมศ
สทศ
กศน
สื่อการสอน
สื่อการเรียนรู้
คู่มือครู
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
การงานอาชีพฯ
ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ
สังคมศึกษา
ประวัติศสาตร์
ปฐมวัย
อนุบาล
ศิลปะ
สุขศึกษาพลศึกษา
แผนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้
แผนการจัดประสบการณ์
เทคโนโลยีทางการสอน
นวัตกรรม
การเรียนการสอน
MBA
IELTS
chulatutor