Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

กดดันครูสตรีข้ามเพศให้ออกจากราชการ ซ้ำขึ้นเงินเดือนแค่1เปอร์เซ็นต์ บังคับเซ็นMOU ประเมินครูผู้ช่วยไม่ให้ผ่าน

กดดันครูสตรีข้ามเพศให้ออกจากราชการ ซ้ำขึ้นเงินเดือนแค่1เปอร์เซ็นต์ บังคับเซ็นMOU ประเมินครูผู้ช่วยไม่ให้ผ่าน

Advertisement

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2562 คุณ Nada Chaiyajit  ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการ กดดันครูสตรีข้ามเพศให้ออกจากราชการ ซ้ำขึ้นเงินเดือนแค่1เปอร์เซ็นต์ บังคับเซ็นMOU ประเมินครูผู้ช่วยไม่ให้ผ่าน โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนี้ครับ 

เพิ่มเพื่อน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งบวกและลบ ทั้งต่อต้านและสนับสนุน ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ขอใช้โอกาสนี้แบ่งปันเรื่องราวที่จะนำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และที่สำคัญ เราจะได้ใช้กลไกลการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ผ่านผู้แทนฯ ส.ส. ผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นครั้งแรก!

Advertisement

เหตุเกิด ณ จังหวัดแห่งหนี่งในภาคอีสาน จังหวัดที่มีสนามฟุตบอลและสนามแข่งรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย! จังหวัดที่ความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมน่าจะส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเคารพความแตกต่างหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ใครจะคิดว่า…มันจะเกิดเหตุการณ์ที่น่ารังเกียจเช่นนี้เกิดขึ้น
เมื่อการแต่งกายตามเพศสภาพในฐานะข้าราชการครู คือ ต้นเหตุที่ทำให้ครูข้ามเพศคนหนึ่ง ต้องตกอยู่ในสถานะที่อาจพ้นจากการเป็นข้าราชการ เพราะผลการประเมินที่มีคะแนนในระดับที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั้นเพียงเพราะเธอยืนยันสิทธิในการแต่งชุดข้าราชการหญิงในฐานะบุคคลข้ามเพศที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558

#ขยะที่ไม่มีชีวิตยังเก็บยังเผาได้แล้วขยะที่มีชีวิตหละ แชทข้อความจากแอพลิเคชั่นไลน์ คือหนึ่งในหลักฐานชิ้นแรก ๆ ที่นาดาได้รับมาพร้อมกับเสียงสั่นครือและคราบน้ำตาของ ครูบอล คุณอุกฤษฏ์ จัดสนาม ครูสาวข้ามเพศที่ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ซึ่งเป็นตำแหน่งวิทยฐานะแรกของอาชีพข้าราชการครู

จากการลงมือเก็บข้อมูลอย่างจริงจังนับตั้งแต่เริ่มมีเค้าลางว่าเธออาจจะถูกเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่ออาชีพครูที่เธอรัก นาดาพบว่าระดับการเลือกปฏิบัติค่อยๆเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นกระทบต่อสวัสดิภาพและความก้าวหน้าในหน้าที่

#หนังสือตักเตือน คือมาตรการขั้นแรกเพื่อตอบสนองความเกลียดชังของผู้บริหาร ด้วยการสร้างหลักฐานะเท็จถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งวันเวลาสถานที่ที่กล่าวอ้างนั้น สามารถตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือได้ว่าเธอนั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการตักเตือน เพื่อจะเปิดท้ายด้วย “แต่งกาย ไว้ทรงผม ไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน”

#การประเมินครูผู้ช่วย คือมาตรการขั้นที่สอง ผลคะแนนของเธอนั้นถูกกดจนต่ำชนิดที่เรียกว่า เธอคงไม่ได้ผุดได้เกิด อีกต่อไป เพราะถ้าการประเมินผลครูผู้ช่วยไม่ผ่าน เธออาจต้องพ้นจากการเป็นข้าราชการภายในระยะเวลา 5 วัน ในระหว่างเข้ารับการประเมินมีการยกเหตุผลต่าง ๆ มากมายเพื่อจะบอกว่า เธอ คือบุคคลที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นครู และทุกครั้งเหตุผลลงท้ายคือ “เพศสภาพอย่างเธอไม่มีใครยอมรับ”
ในวันที่เธอต้องเข้าไปรับทราบผลคะแนนที่ผ่านการประเมินด้วยอคติต่ออัตลักษณ์และเพศสภาพแล้ว เธอยังต้องเผชิญหน้ากับถ้อยคำที่แสดงออกถึงการเหยียดเพศจากบุคคลที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บังคับบัญชา
“ถ้าไปงานภายนอกไม่ต้องเอาไปเพราะ ผอ. ไม่รู้จะอธิบายสังคมว่ายังไง?”
“ทำไมคะ?”
“ก็รูปร่างหน้าตาแบบนี้ใครเขาจะมอง”

Advertisement

ดูเหมือนว่าผู้ละเมิดอาจยังหลงระเริงกับอำนาจบังคับบัญชาที่ตนมี จึงได้ออก #มาตราขั้นที่สาม กดดันให้ครูบอลต้องเซ็น MoU เพื่อปรับปรุงพฤติกรรม ซึ่งเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวอ้างมานั้นยังจบปิดท้ายด้วย “ข้อ 1.9 ให้ไว้ผมและแต่งกาย เหมาะสมกับการเป็นข้าราชการครู ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการไว้ผมและการแต่งกายของข้าราชการลูกจ้างและผู้ที่ทำทำงานในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2516 และพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา…” โดยมีการอ้างหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๑๐๖/๑๗๓๔ เรื่องขอหารือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งกายของข้าราชการครู #หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ให้ผู้บังคับบัญชาถือว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง #ให้ลงโทษทางวินัยตามควรแก่กรณี

#มาตรการใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างลำดับสุดท้าย คือ การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการครูฯ บุคคากรครูในสังกัดทั้งหมด 28 คน เธอคือคนเดียวที่ได้รับเงินเดือนขึ้นเพียง 1% เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 180 บาท

#การแสดงออกถึงความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศนั้นมีหลากหลายรูปแบบแต่มันมีสารตั้งต้นที่เกิดจากอคติ การตีตรา และเมื่อมันมีปริมาณสูงขึ้นจนถึงระดับที่บุคคลที่หัวใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศจะรับไหว มักจะสำรอกออกมาผ่านการกระทำที่เรียกว่า “การเลือกปฏิบัติ กีดกัน และ ความรุนแรง” โดยที่เครื่องมือสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านี้กระทำโดยปราศจากสำนึกคือ การใช้อำนาจบริหารในฐานะผู้บังคับบัญชาบวกกับการอ้างกฎ ระเบียบ เพื่อลงโทษทางวินัยตั้งแต่ระดับการออกหนังสือตักเตือน ไปจนถึงการประเมินว่ามีความประพฤติบกพร่อง ผิดวินัย บีบบังคับทุกวิถีทาง ถ้าไม่ลาออกไปเอง ก็จะถูกบีบบังคับทุกวิถีทางจนอยู่ไม่ได้และต้องลาออกจากหน้าที่การงานไปในที่สุด

เรายังจะยอมให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ที่พร้อมต่อยอดความรู้ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อไปกระนั้นหรือ หรือเธอมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ต่ำกว่าบุคคลทั่วไป เธอถึงถูกทีมผู้บริหารของโรงเรียนใช้วาจากับเธอว่า “ขยะที่ไม่มีชีวิตยังเก็บยังเผาได้ แล้วขยะที่มีชีวิตหละ…”

ป.ล. รูปภาพและชื่อของครูบอล ได้รับอนุญาตให้นาดาลงด้วยความยินยอมเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ เพราะเธอพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรมของเธอ

ครูสตรีข้ามเพศถูกกดดัน ให้ออกจากราชการ เผยขึ้นเงินเดือนให้แค่1% บังคับเซ็นMOU ประเมินครูผู้ช่วยไม่ให้ผ่าน
ครูสตรีข้ามเพศถูกกดดัน ให้ออกจากราชการ เผยขึ้นเงินเดือนให้แค่1% บังคับเซ็นMOU ประเมินครูผู้ช่วยไม่ให้ผ่าน

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก : คุณ Nada Chaiyajit 

You might also like