Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่‘เด็กปฐมวัย’

Advertisement

กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่”เด็กปฐมวัย”

กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่”เด็กปฐมวัย” : ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สสค. รายงาน

เพิ่มเพื่อน

         
 จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญคือการให้น้ำหนักที่การดูแลเด็ก
ตั้งแต่ปฐมวัย หรือตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ
ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและถือเป็นการลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
อย่างคุ้มค่าที่สุด

Advertisement

          
การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียน
รู้และการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในการดำรงชีวิตให้แก่เด็ก อย่างไรก็ตาม
หากดูจากตัวเลขบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา ในปี 2556
จะพบว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยกลับอยู่ในลำดับรั้งท้าย โดยอันดับ 1
ประถมศึกษา 32.72% ตามด้วยอุดมศึกษา 21% มัธยมศึกษา 20.8% อนุบาล 10.94%
อาชีวศึกษา 5.41% ขณะที่การศึกษาปฐมวัยหรือก่อนวัยเรียนอยู่ที่ 1.76%

          
คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากภาครัฐจะกลับหัวการลงทุนโดยเริ่มต้นที่
“เด็กปฐมวัย” ทำอย่างไรถึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม
ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
มีการนำเสนอกรณีศึกษาการลงทุนที่คุ้มค่าของเด็กปฐมวัยผ่านศูนย์พัฒนาเด็ก
เล็กใน โครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ หรือ RIECE
Thailand โดยการสนับสนุนของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.)
ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)

           ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
หัวหน้าโครงการ เล่าว่า
เป้าหมายของโครงการต้องการสร้างทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้แก่เด็กและ
เยาวชนในท้องถิ่น
ซึ่งพบว่าการลงทุนตั้งแต่เด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมี
ประสิทธิภาพสูง ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม
จึงเริ่มสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 49 ศูนย์
โดยการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 29 แห่งใน
จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 2,000 คน
โดยการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรไฮสโคป

          
เนื่องจากผลการวิจัยของ ดร.เจมส์ เฮ็กแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล
พบว่าเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ได้ผลตอบแทนคืนกลับสู่สังคมไม่ต่ำ
กว่า 7 เท่า และสาเหตุที่เลือกในพื้นที่จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์
เพราะมีทีมวิชาการที่เข้มแข็งจากคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม
และถือเป็นภาพจำลองของชนบทไทยได้อย่างดี

Advertisement

           “จ.มหาสารคาม
ไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และไม่ใช่จ.แม่ฮ่องสอน
แต่เป็นภาพสะท้อนของความเป็นชนบทไทยที่ดี
จากการเก็บข้อมูลพบว่าเด็กจำนวนมากถึง 42.17% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่
หรือเรียกว่าภาวะพ่อแม่ห่างลูกซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก
เนื่องจากขาดกิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการอ่าน
โดยพบความแตกต่างของช่วงเวลาที่มีคุณภาพระหว่างเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่
กับเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่
การตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อทำหน้าที่สร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพอย่างน้อย
6 ชั่วโมงต่อวัน
ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่จะพัฒนาไปสู่ต้นทุนชีวิตและคุณภาพชีวิตใน
อนาคต”

           สำหรับรูปแบบการสอนแบบไฮสโคป ดร.วีระชาติ
ให้ข้อมูลว่า หัวใจของกระบวนการเรียนรู้แบบไฮสโคปเน้น 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ
1.การวางแผน (Plan) เพื่อให้เด็กได้รู้จักกำหนดเป้าหมาย
ทำงานอย่างเป็นระบบก่อนลงมือปฏิบัติ 2.การลงมือปฏิบัติ (Do)
เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักสำรวจ สร้างสรรค์จินตนาการ
รู้จักเข้าสังคมและทำงานเป็นกลุ่ม และ 3.การนำเสนอ (Review)
เพื่อทบทวนกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติด้วยการนำเสนอหน้าชั้นเรียนซึ่งเป็นการ
ฝึกการสื่อสารจากการเล่าประสบการณ์ เด็กจะกล้าแสดงออก
รู้จักคิดตั้งคำถามและเป็นผู้ฟัง
นอกจากนี้การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของ
เด็กวัย 2-4 ขวบ
โดยมีโครงร่างหรือสัญลักษณ์รูปภาพสิ่งของที่วางไว้เพื่อให้เด็กสามารถนำกลับ
มาเก็บไว้ที่เดิม
รวมถึงกิจกรรมกลุ่มใหญ่เพื่อเสริมประสบการณ์เพื่อให้เด็กรู้สึกเป็นส่วน
หนึ่งของสังคม

           “ผลจากการทำงาน 1
ปีที่ผ่านมาพบว่าเด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง มีระเบียบวินัย
มีสมาธิและทักษะการสื่อสารที่ดีภายในเวลาเพียง 9 เดือน
สิ่งสำคัญในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพคือการอบรมครูประจำศูนย์เด็ก
เล็กด้วยวิธีฝึกปฏิบัติจริง พร้อมกับการเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่ครู
นอกจากนี้ยังมีการตามเก็บข้อมูลเด็กและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
โดยโครงการคาดหวังอยากให้มีการเชื่อมต่อระบบการสอนเด็กที่เน้นการส่งเสริม
ทักษะทางพฤติกรรมไปยังโรงเรียนอนุบาลและการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสังกัด สพฐ. รวมถึงการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป
เพราะการลงทุนในเด็กปฐมวัยยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ยิ่งคุ้มค่าที่สุด
และมีประสิทธิภาพสูงในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม
หวังว่าการใช้งบประมาณของภาครัฐต่อหัวหลังจากนี้จะเป็นการลงทุนที่ให้ความ
สำคัญแก่เด็กปฐมวัยเป็นอันดับ 1”

           ดร.ไกรยส ภัทราวาท
ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. ย้ำว่า
การเรียนรู้ในช่วงเด็กปฐมวัยถือเป็นยุคทองของช่วงเวลาที่สมองเปิดรับได้ดี
ที่สุด โดยเฉพาะทักษะด้านพฤติกรรม (non-cognitive skills) เช่น
ความรับผิดชอบ ความมีวินัย ความมุ่งมั่นตั้งใจ ความพยายาม ความอดทนอดกลั้น
และความสามารถในการคิด
ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะการเรียน
รู้ที่สูงขึ้น เช่น ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การคิดวิเคราะห์
ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการในปี 2020
หากพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ไปจะเป็นการทำลายโอกาสการพัฒนาทักษะสำคัญในการ
เรียนรู้และการดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

           รศ.นิตยา
คชภักดี ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย สะท้อนว่า
รูปแบบการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบไฮสโค
ปเป็นสิ่งที่ดี
โดยเฉพาะผลที่พิสูจน์ได้ว่าเด็กมีพฤติกรรมสนใจใฝ่รู้และเด็กมีส่วนร่วมในการ
วางแผนการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น
ซึ่งเป็นการฝึกให้รู้จักวางแผนซึ่งเป็นทักษะที่คนไทยยังขาดอยู่
ทั้งนี้หากมีการเชื่อมโยงกับโปรแกรมเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
หรือ DSPM ของกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งเป็นระบบการเก็บข้อมูลพัฒนาการที่สมวัยของเด็กเล็กโดยโรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบลทั่วประเทศ
หากนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้โครงการในการเจาะลึกที่จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์

จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการศึกษาถึงความเชื่อที่ผิดของพฤติกรรมการเลี้ยงดู
ของพ่อแม่และผู้ปกครองในชนบทไทย ซึ่งปัจจุบันเด็กเล็กมากกว่า 40%
ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

You might also like