ตัวแทนครูเสนอให้มี กองทุนพัฒนาครู สำหรับสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มศักยภาพครู

859

ตัวแทนครูเสนอให้มี กองทุนพัฒนาครู สำหรับสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มศักยภาพครู

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ตัวแทนสภาครูแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.องค์กร อมรสิรินันท์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา ในฐานประธานสภาครูแห่งประเทศไทย นำทีมงาน 22 ท่าน เข้าพบปะหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และมาตรา 258 จ. ผ่านกลไกคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งหมดวาระลง โดยยังมีประเด็นค้างคาหลายเรื่อง เช่น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….., การแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา, ผู้อำนวยการ สกสค.  เป็นต้น

ดร.รัชศักดิ์  แก้วมาลา  เลขาธิการสภาครูแห่งประเทศไทย ได้นำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาโครงการพัฒนาครูแบบครบวงจร (คูปองครู) โดยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

เรื่อง    ข้อเสนอแนะในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครูตามมาตรา 54 วรรคท้าย

เรียน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาในระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 ก่อนที่จะเข้ารับผิดชอบการบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่ามีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีเตรียมจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำนวน 16 รายการนั้น แต่ไม่ปรากฏว่ามี  “กองทุนพัฒนาครู” ตามมาตรา 54 วรรคท้าย แต่อย่างใด

สภาครูจังหวัดอุบลราชธานี ตระหนักดีว่า ทุกนโยบาย ทั้งนโยบายหลัก 12 ด้าน และนโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน จะสำเร็จลุล่วงไปได้ย่อมต้องอาศัยกำลังคนเป็นหลักในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่า คนที่จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้ จะต้องประกอบด้วยสมรรถนะสมบูรณ์เพียงพอที่จะขับเคลื่อนไปได้ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพัฒนากำลังคนให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดไปได้

ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่หลักในการจัดการศึกษา คนที่จะทำหน้าที่จัดการศึกษาได้บรรลุเป้าหมายย่อมจะต้องมีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ และการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนข้อ 7 การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 และนโยบายที่ 8 การปฎิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย จึงจัดทำข้อเสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพในการเสนอจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู”  ตามความในมาตรา 54 วรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ขึ้น โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

  1. เหตุผลความสำคัญและความจำเป็น

1.1 บทสรุปจากการถอดบทเรียนเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วโลก ยอมรับได้ดังคำกล่าวที่ว่า “ปลาไม่อาจลอยขึ้นเหนือน้ำได้ ฉันใด คุณภาพการศึกษา ไม่อาจสูงไปกว่าคุณภาพของครูได้ ฉันนั้น” ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาครูไม่เป็นระบบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ไม่เป็นไปตามที่ครูต้องการ เป็นการพัฒนาแบบเหมาเข่ง จึงก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

1.2 โรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร หากไม่มีการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะรอบด้าน ที่สามารถจัดการศึกษาได้ครบถ้วนตามหลักสูตรท่ามกลางข้อจำกัดนั้น นักเรียนก็จะขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตรได้

1.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง  และวรรคท้าย ให้รัฐจัดตั้ง “กองทุนเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู” โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน หรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นอิสระและกำหนดให้มีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

1.4 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑  และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งพัฒนาคนให้มีความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากลได้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาครูให้มีสมรรถนะที่สามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว

1.5 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กำหนดไว้ใน มาตรา 79 ให้ผู้บังคับบัญชาพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพฯ ….ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด และมาตรา 80 ก่อนจะแต่งตั้งครูให้มีวิทยฐานะใด จะต้องผ่านการอบรมในหลักสูตรก่อนแต่งตั้ง

1.6 พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดวิชาชีพครู เป็นวิชาชีพควบคุม หรือวิชาชีพชั้นสูง จึงจำเป็นต้องมีระบบการพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งขณะนี้มีการจัดตั้ง “สถาบันคุรุพัฒนา” ปี 2560 ขึ้นมารับผิดชอบภารกิจนี้

             1.7 เมื่อ ก.ค.ศ.กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ ใน ว 20/2560 ลว.5 กค 60 โดยกำหนดให้ครูมีการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ใน ว22/2560 ลว 5 กค 60 ซึ่งหากพัฒนาได้ครบตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดจึงจะมีคุณสมบัติที่จะขอเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ฯ ใน ว.21/2560 ลว 5 กค 60

  1. หลักการ

1) ยึดผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ใช้ห้องเรียนและโรงเรียนเป็นฐาน

2) การพัฒนาเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาที่ก.ค.ศ. กำหนด

3) กิจกรรมการพัฒนาจะต้องเป็นระบบ ต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน มีผลผูกพันมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะ

  1. คณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย….

1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับมอบหมาย

2) เลขาธิการคุรุสภา

3) เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

4) เลขาธิการสำนักงานอาชีวศึกษา

5) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

6) อธิบดี หรือรองอธิบดีกรมบัญชีกลางที่ได้รับมอบหมาย

7) ผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาภายนอก จำนวน 4 คน

8) ผู้แทนข้าราชการครู จำนวน 5 คน

  1. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุน

4.1 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการให้ทุน

4.2 ให้ความเห็นชอบในการให้ทุน

4.3 กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินการตามเงื่อนไขการให้ทุน

4.4 เสนอแนะในการบริหารจัดการกองทุนให้บรรลุวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์

4.5 อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

  1. ขอบข่ายผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน

1) ครู

2) สถานศึกษา

3) กลุ่มสถานศึกษา

4) หน่วยงานทางการศึกษา

  1. หลักเกณฑ์และวิธีการให้ทุน

5.1 ทุนประเภทพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ

1) คณะกรรมการฯ กำหนดประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นรายปี

2) หน่วยงานทางการศึกษา หรือหน่วยพัฒนาครู จัดทำหลักสูตร พัฒนารายวิชา วิทยากร และระบบการบริหารจัดการหลักสูตรเพื่อขอรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนา หรือ ก.ค.ศ. แล้วแต่กรณี

3) คณะกรรมการฯ พิจารณาจัดทำข้อมูลหลักสูตร หน่วยพัฒนาที่สอดคล้องกับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์แต่ละด้าน

4) คณะกรรมการฯ พิจารณาคำขอรับทุนจากข้าราชการครู หรือสถานศึกษา โดยยึดแผนพัฒนาตนเองและวิชาชีพของข้าราชการครู หรือแผนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา เป็นหลัก

5) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้รับทุน จัดทำสัญญาการรับทุน และปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุน

5.2 ทุนประเภทพัฒนาตนเองและวิชาชีพเชื่อมโยงวิทยฐานะ

1) หน่วยงานทางการศึกษา หรือหน่วยพัฒนาครู จัดทำหลักสูตร พัฒนารายวิชา วิทยากร และระบบการบริหารจัดการหลักสูตรเพื่อขอรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนา หรือ ก.ค.ศ. แล้วแต่กรณี

2) คณะกรรมการฯ พิจารณาคำขอรับทุนจากข้าราชการครูโดยยึดแผนพัฒนาตนเองและวิชาชีพของข้าราชการครูรายบุคคล เป็นหลัก

3) ข้าราชการครูที่ได้รับอนุมัติให้รับทุน จัดทำสัญญาการรับทุน และปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุน

5.3 ขั้นตอนวิธีการขอทุน

1) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษา ประเมินตนเอง จัดทำแผนพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ตามแนวทางที่กำหนดในหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ที่ก.ค.ศ.กำหนด ใน ว.22/2560 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2562

2) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษา ยื่นคำขอรับทุน ปีละ 1 ครั้ง ตามแบบที่คณะกรรมการฯ กำหนด พร้อมแนบแผนพัฒนาตนเองและวิชาชีพของข้าราชการครู หรือแผนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา

3) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษาจัดทำสัญญาการรับทุน และปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุน

4) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษาดำเนินการเลือกหลักสูตรพัฒนาตนเองและวิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาตนเองและวิชาชีพของข้าราชการครู หรือแผนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุน

5) ข้าราชการครู หรือสถานศึกษารายงานผลการดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุน

5.4 การดำเนินการหลังพัฒนา

1) หลังการอบรมพัฒนาตามหลักสูตรที่เลือก ข้าราชการครู หรือสถานศึกษา นำผลการอบรมพัฒนาไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนด

2) ข้าราชการครูเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามที่ได้รับการอบรมพัฒนา

3) ข้าราชการครูสะท้อนผลหลังการจัดการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

5.5 เงื่อนไขการให้ทุน

1) รายการใช้จ่ายที่ขอรับทุน ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่าลงทะเบียนอบรม ค่าจัดกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียนหลังการอบรม ค่าใช้จ่ายในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และค่าจัดทำรายงานผลการพัฒนา

2) จำนวนเงินทุน ระหว่าง 3,000-10,000 บาท ต่อข้าราชการครู 1 คน

3) กรณีให้ทุนเป็นรายสถานศึกษา จัดสรรค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เพิ่มเติม ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนข้าราชการครูรายบุคคล

4) การดำเนินการขอรับทุน การปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาการรับทุนของข้าราชการครู หรือสถานศึกษา เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป

 

ขอแสดงความนับถือ

รัชศักดิ์  แก้วมาลา

(ดร.รัชศักดิ์  แก้วมาลา)

เลขาธิการสภาครูแห่งประเทศไทย

โทร./ไลน์ 086-8686810

ขอบคุณที่มา : ดร.รัชศักดิ์  แก้วมาลา

อ่านเรื่องราวอื่นๆได้ที่ : ครูอัพเดตดอทคอม