ก.ค.ศ. เห็นชอบ ปรับหลักเกณฑ์ อัตรากำลังครู และ บุคลากรทางการศึกษา ใหม่

1891
ก.ค.ศ. เห็นชอบ ปรับหลักเกณฑ์ อัตรากำลังครู และ บุคลากรทางการศึกษา ใหม่
ก.ค.ศ. เห็นชอบ ปรับหลักเกณฑ์ อัตรากำลังครู และ บุคลากรทางการศึกษา ใหม่

ก.ค.ศ. เห็นชอบปรับหลักเกณฑ์อัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการแต่งตั้ง ซึ่งกรอบดังกล่าวจะใช้กับผู้ที่จะเปลี่ยนสายงานไปเป็นศึกษานิเทศก์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)

เพิ่มเพื่อน

ซึ่งจะทำให้กรอบการพัฒนาตำแหน่งเหล่านี้มีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น โดยยึดกรอบแนวคิดใหญ่ คือ ต้องการพัฒนาบุคคลให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก และเมื่อผ่านการคัดเลือกได้แล้ววันแรกของการทำงานจะต้องทำงานได้ทันที โดยที่ไม่มีการไปอบรมพัฒนาก่อนเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือนๆอีกต่อไป ดังนั้นใครที่ต้องการจะเปลี่ยนสายงานจะต้องเข้ารับการพัฒนาตัวเองก่อนตามกรอบสมรรถนะที่ ก.ค.ศ.กำหนด

เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวอีกว่า นอกจากที่ประชุมยังเห็นชอบปรับหลักเกณฑ์อัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 นับรวมกว่า 18 ปีแล้ว และมีอยู่มิติเดียวคือการหนดอัตรากำลังครู 1 คนต่อเด็ก 20 คน โดยเป็นการกำหนดอัตรากำลังเชิงปริมาณเพียงด้านเดียวเท่านั้น

ดังนั้นที่ประชุมจึงปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวใหม่ให้เป็นหลักเกณฑ์ที่มีมิติทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ โดยใช้ฐานการคิดจากโรงเรียนเป็นตัวตั้ง เช่น ในโรงเรียน 1 แห่งควรจะมีอัตรากำลังครูจำนวนกี่คนและให้แยกเป็นครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมถึงครูจะต้องมีความรู้วิชาเอกอะไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งเกณฑ์อัตรากำลังใหม่นี้จะทำให้ครูเราถูกปรับลงเหลือประมาณ 8,000 อัตราแต่เมื่อเหลือจำนวนเท่านี้จะทำให้การกระจายตัวของครูดีขึ้นโดยที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คนจะมีครูผู้สอนอย่างน้อย 5 คนในโรงเรียน ทั้งนี้การปรับหลักเกณฑ์อัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษานี้จะไปเชื่อมโยงกับการผลิตครูของมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นต่อจากนี้ไปการผลิตครูในอนาคตจะเป็นไปตามความต้องการมากขึ้น

“ที่ประชุมได้เห็นชอบเรื่องการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ซึ่งเป็นครูสายปฎิบัติการที่ยังไม่จบปริญญาตรีแต่ได้ทำงานและระหว่างการทำงานไปพัฒนาตัวเองจนได้วุฒิการศึกษาปริญญาตรี ซึ่งเราได้ทำหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้น โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งเชิงวิชาการได้ โดยจะกันสัดส่วนไว้ที่ 50:50 แบ่งเป็นใช้ในการคัดเลือกและเปิดสอบแข่งขันทั่วไป” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

ครูอัพเดตเอทคอม ขอขอบคุณข้อมูลขาก At_HeaR