Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ข้อคิดเห็นต่อการปรับโครงสร้าง กระทรวงศึกษาธิการ

Advertisement

ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย

เพิ่มเพื่อน

         
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งที่
10/2559 และ 11/2559 ให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ
เพื่อเพิ่มเอกภาพในการบริหารและกระชับสายบังคับบัญชา
การปรับโครงสร้างนี้มุ่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่แต่ละหน่วยงานต่างคน
ต่างทำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นที่น่ากังวล
เพราะอาจยึดหลักการสั่งการมากกว่าการมีส่วนร่วมและการกระจาย
อำนาจซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน
มากกว่า

Advertisement

          ในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร ได้มีการจัดตั้ง
“คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค”
ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยและเลขาธิการของกรมทั้ง 5 ในกระทรวง
และได้มีการตั้ง “คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด” (กศจ.)
และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่วางแผนการศึกษาจังหวัด
โดยดูแลกำกับทั้งสถานศึกษาทุกสังกัด
ในระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมปลายและอาชีวศึกษา และทำหน้าที่ทั้งวางแผนนโยบาย
วิชาการและบุคลากร
แทนที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ในเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขต

         
หากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารการศึกษาของประเทศก็น่าจะมีเอกภาพมากขึ้น โดยหน่วยงานต่างๆ
มองปัญหากว้างขึ้นและประสานงานกัน ซึ่งจะแก้ปัญหาสำคัญหลายประการได้ เช่น
ในปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบในช่วงรอยต่อของ ป.6 และ ม.1
และ ม.3 ขึ้น ม.4 นอกจากนี้
โรงเรียนสายสามัญบางแห่งยังปิดกั้นการเรียนต่ออาชีวศึกษา
เพราะเกรงว่าจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวลดลง
การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะต้องมีระบบติดตามนักเรียนตลอดทาง
และต้องเปิดทางเลือกให้แก่นักเรียนเข้าเรียนในสายต่างๆ ตามความสนใจ
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่ดูแลประถมศึกษา
มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา

         
การจัดสรรครูเป็นอีกปัญหาสำคัญที่จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อมีการประสานกัน
ระหว่างหน่วยงาน
ปัจจุบันในระดับเขตพื้นที่มีทั้งโรงเรียนที่ครูเกินและครูขาดแคลน
อีกทั้งในจังหวัดเดียวกันก็มีทั้งเขตที่ครูเกินและครูขาดแคลน
แต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
และเขตพื้นที่ไม่สามารถบริหารให้เกิดความสมดุลได้
ส่วนหนึ่งเพราะติดกฎระเบียบ
ที่กำหนดให้การย้ายครูระหว่างโรงเรียนในกรณีปกติทำได้เฉพาะกรณีที่ครูสมัคร
ใจ และหากเป็นการย้ายระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา
ต้องให้เขตพื้นที่ทั้งสองฝายยินยอม

          อย่างไรก็ตาม
การสร้างเอกภาพในการบริหารเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง อันที่จริง การจัดตั้ง
สพฐ.และเขตพื้นที่การศึกษาเป็นความพยายามสร้างเอกภาพในการบริหารเช่นกัน
โดยรวมการบริหารที่เดิมแยกกันระหว่างสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติและกรมสามัญ
ศึกษาเข้าด้วยกัน ก่อนปี 2553 มีเขตพื้นที่การศึกษาเพียง 185 เขต
ซึ่งแต่ละเขตดูแลการศึกษาทั้งระดับประถมและมัธยม แต่สุดท้าย
กลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาขอแยกเขตพื้นที่การศึกษา
ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในคณะกรรมการและ
อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่และได้รับการสนับสนุนลดลง

         
ข้อเป็นห่วงของผู้เขียนคือ
การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจลดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของ
ผู้มีส่วนได้เสียลง และเน้นการสั่งการจากส่วนกลางมากขึ้น
เนื่องจากกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 20-22 คน
มาจากหน่วยงานราชการ 13 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1-3 คน
มีตัวแทนภาคเอกชนและประชาสังคมเพียง 4 คน และมีตัวแทนครูเพียง 2 คน
ซึ่งไม่น่าจะสามารถสะท้อนความเห็นที่ครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึง
อาชีวศึกษาได้
และไม่มีตัวแทนสมาคมผู้ปกครองเหมือนในคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

Advertisement

         
กระบวนการการคัดเลือกตัวแทนประชาชนและครูยังไม่มีความชัดเจน โดยคำสั่งฯ
กำหนดเพียงให้รัฐมนตรีแต่งตั้งตามความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการ
ปฏิรูปการศึกษาฯ
ซึ่งมีความเสี่ยงว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งอาจไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของ
ประชาชนและครู ส่วนกลางยังพยายามกระชับสายบังคับบัญชาให้แน่นขึ้น
โดยจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 แห่ง
ซึ่งทำหน้าที่รับส่งคำสั่งและนโยบายจากส่วนกลางไปยังสำนักงานศึกษาธิการ
จังหวัด

          หากไม่ได้รับฟังปัญหาและความคิดเห็นที่หลากหลาย
คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดจะไม่สามารถมองภาพรวมของการศึกษาในจังหวัดและ
ไม่สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้
และเสี่ยงต่อการทำงานตามโครงการของส่วนกลางมากกว่าตอบโจทย์ของพื้นที่

         
การที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกวิธีกระชับสายบังคับบัญชา
อาจเป็นเพราะมองว่าการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่ได้สร้างกลุ่มผลประโยชน์
ขึ้นในพื้นที่ ซึ่งทำให้การบริหารด้อยประสิทธิภาพลง อย่างไรก็ตาม
ควรระวังว่าการลดการมีส่วนร่วมของพื้นที่อาจเพิ่มอำนาจให้กลุ่มคนบางกลุ่ม
ซึ่งอาจหาผลประโยชน์เสียเองในอนาคต ที่จริงแล้ว
สาเหตุหนึ่งของการหาผลประโยชน์คือ
ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลการเรียนของนักเรียน

         
นอกจากนี้
ที่ผ่านมาปัญหาหลักของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาไม่ใช่มาจากการมีอำนาจ
มากเกินไป แต่มาจากการไม่มีอำนาจตัดสินใจและงบประมาณเพียงพอ
เพราะเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเพียงผู้บริหารและกำกับให้โรงเรียนดำเนิน
โครงการของส่วนกลาง ทำให้ไม่สามารถคิดและทำโครงการที่ตอบโจทย์ของพื้นที่ได้

         

การปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผลอย่างยั่งยืนควรเกิดจากการกระจายอำนาจตัดสินใจให้
โรงเรียนและพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการเรียนของนักเรียนโดยตรง เช่น
ให้โรงเรียนคัดเลือกครูได้เองจากผู้สอบผ่านการทดสอบมาตรฐานกลาง
และให้โรงเรียนรับผิดชอบต่อพ่อแม่มากขึ้น
โดยเพิ่มบทบาทของพ่อแม่และชุมชนในการบริหารโรงเรียน เช่น
ให้มีส่วนร่วมคัดเลือกผู้อำนวยการ
ส่วนภาครัฐส่วนกลางและจังหวัดควรเป็นผู้วางมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำและช่วย
เหลือสนับสนุนโรงเรียน

          เช่นเดียวกัน
การวางแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัดควรต้องเพิ่มตัวแทนของผู้ปกครอง
ภาคประชาสังคม และตัวแทนครู
เพื่อให้ทิศทางการจัดการศึกษาสอดคล้องกับโจทย์ปัญหาของแต่ละพื้นที่
หรืออย่างน้อยควรรับฟังความเห็นของบุคคลเหล่านั้นก่อนจะดำเนินการในเรื่องใด
ที่จะมีผลกระทบในวงกว้าง

          ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

You might also like