Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ข้าราชการครูเรียกรับเงินจากผู้อื่นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

Advertisement

0

สถานี ก.ค.ศ.

ข้าราชการครูเรียกรับเงินจากผู้อื่นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

 

สัปดาห์ที่แล้วได้นำกรณีตัวอย่างความผิดวินัยของข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไปใช้จ่ายที่ผิดระเบียบของทาง
ราชการ
ในสัปดาห์นี้จะนำกรณีความผิดวินัยเกี่ยวกับการเรียกรับเงินมาให้ความรู้ต่อ
เนื่องอีกหนึ่งตัวอย่าง ดังนี้

นายเขียว ข้าราชการครูสังกัดส่วนราชการแห่งหนึ่ง
มีความประสงค์จะขอโอนมารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน
วิทยาลัยเทคนิค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ซึ่งนายเขียวได้รู้จักนางดำ
เพื่อนบ้านซึ่งเป็นข้าราชการครูวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
จึงไปขอคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นเรื่องขอโอน นางดำได้บอกกับนายเขียวว่า
หากจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 60,000 บาท
ก็จะได้รับการพิจารณาให้โอนได้ภายใน 1 ปี นายเขียวตอบตกลง
โดยจะจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง
หากได้รับการพิจารณาให้โอนได้จะจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง
ต่อมานายเขียวได้ไปยื่นคำร้องขอโอนย้ายที่วิทยาลัยเทคนิค
และได้โอนเงินให้กับนางดำ จำนวน 20,000 บาท
หลังจากนั้นจึงโทรศัพท์บอกกับนางดำว่าได้โอนเงินให้แล้ว
ซึ่งนางดำบอกให้โอนเพิ่มอีก 10,000 บาท เพราะต้องนำไปให้ทีมงาน คือ นายขาว
ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เพื่อเป็นค่าดำเนินการ อีกสองวันถัดมา
นายเขียวจึงไปโอนเงินให้นางดำเพิ่มอีก 10,000 บาท หลังจากนั้น
นายเขียวจะโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้าจากนางดำอยู่เป็นระยะๆ
ซึ่งนางดำบอกว่าได้รับเงินแล้ว และได้จ่ายให้นายขาว
เพื่อเป็นค่าประสานงานเรียบร้อยแล้ว และเมื่อนายเขียวโทรไปสอบถามนายขาว
นายขาวก็บ่ายเบี่ยงตลอด จนเวลาได้ล่วงเลยไปเกือบ 6 เดือนแล้ว
นายเขียวไม่ได้รับการติดต่อจากนางดำและนายขาวอีกเลย
นายเขียวจึงทราบว่าตนถูกหลอก
จึงไปร้องเรียนต่อเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เมื่อนางดำทราบเรื่องจึงได้รีบโอนเงินจำนวน 30,000 บาท คืนให้แก่นายเขียว
โดยอ้างว่านายเขียวโอนเงินให้แก่ตนเองโดยมิชอบ
เมื่อทราบเรื่องจึงได้รีบโอนเงินคืน จากการสอบสวนข้อเท็จจริงได้ความว่า
นางดำและนายขาวมีพฤติการณ์ร่วมกันใช้กลอุบายหลอกลวงนางเขียวให้หลงเชื่อ
ว่าสามารถช่วยเหลือให้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการครู
ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้
โดยเรียกรับเงินเป็นข้อตอบแทนในการดำเนินการดังกล่าว
ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
กรณีไม่รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้
เสื่อมเสีย โดยกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามมาตรา 94
วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.
2547 เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนคนละ 1
ขั้น และรายงาน ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณาต่อไป

สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ
อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ.)
เพื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า
พฤติการณ์ของนางดำและนายขาวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.
2547 กรณีกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น นั้น
ยังไม่เป็นการถูกต้องและเหมาะสมแก่กรณีความผิด
จึงมีมติให้ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งเพิ่มโทษจากลดขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น
เป็นโทษปลดออกจากราชการทั้งสองราย

ดังนั้น
จึงขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านได้ตระหนักถึงวินัยและการ
รักษาวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเคร่งครัด
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม 2558

Advertisement