Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

“ครูเก็บค่าอาหารกลางวันไว้ใช้ส่วนตัว…ต้องออกจากราชการ !”

Advertisement

0

“ครูเก็บค่าอาหารกลางวันไว้ใช้ส่วนตัว
ต้องออกจากราชการ !”

เพิ่มเพื่อน

คดีปกครองฉบับนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยข้าราชการครูที่กระทําผิดต่อหน้าที่ ในมูลความผิดเดียวกันหลายครั้ง โดยเป็นการกระทําต่างกรรมต่างวาระกัน

แต่การที่ข้าราชการดังกล่าวได้ถูกดําเนินการทางวินัย โดยได้รับการลดโทษจากปลดออกจากราชการ เป็นให้ตัดเงินเดือน และต่อมามีการสั่งลงโทษให้ไล่ออกจากราชการในความผิดเดียวกันนี้อีกจากเหตุที่เกิดขึ้นคนละคราว จะทําให้คําสั่งลงโทษครั้งหลังเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหากระทําผิดวินัยว่าใช้อํานาจเบิกถอนเงินงบประมาณ โครงการ อาหารกลางวันและโครงการอาหารเสริม (นม) ของโรงเรียนมาเก็บรักษาไว้กับตนเองเป็นจํานวนมากหลายครั้ง โดยไม่ถูกต้อง ตามระเบียบ (ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 จนถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2543) จนมียอดเงินสะสมอยู่ที่ผู้ฟ้องคดีจํานวน 79,042 บาท แต่กลับไม่มีเงินดังกล่าวให้ทางราชการตรวจสอบ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทําหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับความผิด ตามข้อกล่าวหาและได้ชดใช้เงินคืนเต็มจํานวนในเวลาต่อมา

อ.ก.ค. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีมติเห็นว่าเป็นการทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 85 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 (ขณะเกิดเหตุ) และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จึงมีคําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 2686/2547 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดี ออกจากราชการตามมติดังกล่าว

ภายหลังผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คําสั่งและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา) มีมติยกอุทธรณ์ จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเห็นว่า ก่อนหน้านี้ ตนเคยถูกลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือน เพราะกระทําผิดวินัยจากการใช้อํานาจเบิกถอนเงินอาหารกลางวัน ของโรงเรียนมาเก็บรักษาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2541 มาแล้ว จึงขอให้ลงโทษตัดเงินเดือนตามเดิม
คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ เป็นคําสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทําหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐานอย่างชัดเจน โดยยอมรับว่าเป็นผู้เก็บรักษาเงินของโครงการไว้กับตัวเป็นเงินจํานวน 79,042 บาท จึงเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทําผิด ตามข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นการกระทําผิดวินัยฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 82 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 85 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ. 2535

ซึ่งมี ระดับการลงโทษให้ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และผู้ฟ้องคดีไม่อาจ อ้างกรณีที่เคยถูกดําเนินการทางวินัยในเรื่องเดียวกันและเคยมีคําสั่งให้ลงโทษตัดเงินเดือนนั้นได้ เนื่องจากเป็นคําสั่ง ลงโทษในพฤติกรรมการกระทําความผิดที่เกิดขึ้นก่อนการกระทําความผิดตามคําสั่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ที่ 2686/2547 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นการกระทําความผิดที่ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงไม่อาจนํามา เปรียบเทียบกันได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคําสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจ ที่ชอบแล้ว คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 814/2558)

คดีน้ีถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสําหรับข้าราชการทุกระดับที่จะต้องรักษาระเบียบวินัยทางราชการอย่างเคร่งครัด การอาศัยโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ของตนทำการเบิกถอนเงินของทางราชการมาเก็บไว้เพื่อแสวงหา ประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ ย่อมเป็นการทุจริตต่อหนาที่ราชการและจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือ ระเบียบของทางราชการที่ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซ่ึ่งมีโทษสองสถาน คือ ปลดออกกับไล่ออกจากราชการและ แม้จะเป็นการกระทำผิดในมูลกรณีเดียวกันที่ต่อเนื่องกันมาแต่หากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกันแล้ว ผู้บังคับบัญชาหรืออผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยย่อมจะใช้ดุลพินิจลงโทษได้อีกตามความเหมาะสมกับความผิด โดยที่ไม่ถือว่าเป็นการสั่งลงโทษซ้ำครับ !

นายปกครอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2559

You might also like