Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ครูแนะปรับวิธีสอน 3 ช่วงวัย “อนุบาล-ประถม-มัธยม”

Advertisement

ครูการศึกษาพิเศษ “คุณพุ่ม”
แนะปรับแนวทางสอนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3 ช่วงวัย ชี้ “แรกเกิด-อนุบาล”
ต้องสร้างพัฒนาการ 4 ด้าน สอนเด็กภาคภูมิใจตนเอง “วัยประถม”
เลี่ยงตำหนิเมื่อเด็กล้มเหลว เน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้ ขณะที่ “มัธยม”
ต้องสอนคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เพิ่มความสามารถสื่อสาร แก้ปัญหา
สมศ.เผยตัวชี้วัดเหมาะสมการเรียนรู้

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ
รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษ “คุณพุ่ม”
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดจนถึงผู้
สูงอายุของรัฐบาลว่า ตนสนับสนุนนโยบายดังกล่าว
โดยสิ่งสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย
โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1. วัยแรกเกิดถึงวัยอนุบาล
บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองมีความสำคัญมาก
รวมถึงครูที่ต้องมีบทบาทร่วมกันในการส่งเสริมและสร้างประสบการณ์
เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้ง 4 ด้าน และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง
เช่น ฝึกให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกาย
สอนให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
ให้โอกาสเด็กได้ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยตนเอง
เพื่อให้เด็กมีความพร้อมมากที่สุด เช่น กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ
ช่วยงานบ้านต่างๆ ซึ่งจะฝึกความคิด การตัดสินใจ การลงมือทำ
พัฒนาความภาคภูมิใจในตนเอง

รศ.ดร.ดารณีกล่าวว่า 2. ระดับประถมศึกษา เป็นช่วงวัยแห่งความขยันหมั่นเพียร
พร้อมจะเรียนรู้มุ่งมั่น ดังนั้น ครูจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุน
ไม่ควรตัดสินผู้เรียนเมื่อทำผิดพลาดว่า ล้มเหลว หรือถูกตำหนิจากพ่อแม่
ซึ่งอาจทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง
ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้น
กระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องเน้นให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้
และพัฒนาความรู้ได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตนเอง
สอนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
มีการจัดกิจกรรมและกระบวนการให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
ประเมินและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.ดารณีกล่าวว่า และ 3. ระดับมัธยมศึกษา
เป็นช่วงวัยที่เริ่มเผชิญกับความซับซ้อนของสังคม ดังนั้น
เด็กในช่วงวัยนี้ต้องมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะได้
ซึ่งครูต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและความสามารถในการค้นหาความรู้
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้กำหนดมาตรฐานด้านการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาศักยภาพที่สำคัญของผู้เรียน
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
ใน 5 ประการ คือ ความสามารถในการสื่อสาร เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้ง
ความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ
ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล
คุณธรรม การเข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต รู้จักปรับตัว
และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์
ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)
หรือ สมศ. กล่าวว่า การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในทุกช่วงวัยมีความสำคัญ
กาปรระเมินคุณภาพภายนอก
สมศ.จึงได้กำหนดตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนโดยเฉพาะ
เพื่อการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และคุณค่าทางสังคม อาทิ
ผู้เรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ผู้เรียนมีคุณธรรม
จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
ผู้เรียนมีความใฝ่รู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ฯลฯ

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 11 มกราคม 2559

You might also like