Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

คำสั่งคสช. ทำปฏิรูปศึกษาสะดุด?? สพท.-ศธจ. ดูเหมือนนิ่งตลอด 5 เดือนแท้จริงรอวันปะทุ!!

Advertisement





ความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) กับศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ที่ดูนิ่งๆ มาตลอด 5 เดือน แท้จริงแล้วกำลังรอวันปะทุ ไม่ต่างจากสำนวน “ก่อนพายุใหญ่จะมา คลื่นลมมักเงียบสงบ!!”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นับแต่นั้นก็เกิดแรงปะทะระหว่างผอ.สพท.กับศธจ. มาเป็นระยะๆ

พีคสุดเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2560 ที่ผอ.สพท.แท็กทีมผู้อำนวยการโรงเรียน(ผอ.ร.ร.) ต่อต้าน ศธจ. เริ่มจากผอ.สพท.งัดข้อปฏิเสธการร่วมงานกับศธจ. ตามมาด้วยผอ.ร.ร.ฟ้องร้องศธจ.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากยังไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือน ต่อด้วยเหตุการณ์ผอ.ร.ร.ฟ้องศธจ.เนื่องจากยังไม่ลงนามย้ายผอ.ร.ร.ตามมติคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ตลอดจนผอ.ร.ร.ตอบปฏิเสธศธจ.ที่สั่งการให้ชี้แจงข้อร้องเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยให้เหตุผลว่ารอผอ.สพท.สั่ง!!

ทั้งนี้ทั้งนั้นสืบเนื่องจากคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 กำหนดให้โอนการใช้อำนาจการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดและกรุงเทพฯ ตามมาตรา 53 (3)(4) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นของศธจ.โดยความเห็นชอบของกศจ. จากเดิมอำนาจตามมาตรา 53(3) เป็นของผอ.สพท.และอำนาจตามมาตรา 53(4) เป็นของ ผอ.ร.ร.

ครั้งนั้นชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย(ชร.ผอ.สพท.) ผนึกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ชมรม/สมาคมครูจังหวัดร้อยเอ็ด ออกมาสะท้อนปัญหาว่าคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่น การพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของครู เลื่อนเงินเดือน แต่งตั้งครู ผอ.ร.ร.และรักษาการผอ.ร.ร. ส่งผลให้รักษาการผอ.ร.ร.ไม่กล้าตัดสินใจเรื่องบุคลากรและงบประมาณ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาตามมา นอกจากนี้มีปัญหาความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน เพิ่มขั้นตอนการทำงาน ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น มีการโอนอัตรากำลังของเขตพื้นที่ฯ และตัดอัตรากำลังของครูที่เกษียณที่ควรคืนแก่โรงเรียนจำนวนกว่า 1,400 อัตรา ไปให้สำนักงานศธจ. งบประมาณของสพท.ถูกแบ่งไปให้สำนักงานศธจ. ขณะที่ภาระงานยังเหมือนเดิม ตลอดจนกระทบสิทธิประโยชน์ของครูซึ่งส่งผลต่อการเรียนการสอน การออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน/คำสั่งมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ/การเกิดสิทธิการมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตาม ว21 การเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นจากการที่เขตต่างๆ ต้องนำคำสั่งไปเสนอให้ศธจ.ลงนาม การขาดประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา และที่สำคัญคือการเป็นอัมพาตของการขับเคลื่อนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาการศึกษาเชิงบูรณานาการในจังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดของศธจ. และกศจ.ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพราะทุกกศจ. ติดหล่มการบริหารงานบุคคล

มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เพื่อคืนการใช้อำนาจตามมาตรา 53(3)และ(4) ให้แก่ผอ.สพท.และผอ.ร.ร. อาทิ การให้ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี ประธานกรรมการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) รัฐมนตรีว่าการศธ. และ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)

ความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) กับศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ที่ดูนิ่งๆ มาตลอด 5 เดือน แท้จริงแล้วกำลังรอวันปะทุ ไม่ต่างจากสำนวน “ก่อนพายุใหญ่จะมา คลื่นลมมักเงียบสงบ!!”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นับแต่นั้นก็เกิดแรงปะทะระหว่างผอ.สพท.กับศธจ. มาเป็นระยะๆ

พีคสุดเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2560 ที่ผอ.สพท.แท็กทีมผู้อำนวยการโรงเรียน(ผอ.ร.ร.) ต่อต้าน ศธจ. เริ่มจากผอ.สพท.งัดข้อปฏิเสธการร่วมงานกับศธจ. ตามมาด้วยผอ.ร.ร.ฟ้องร้องศธจ.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากยังไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือน ต่อด้วยเหตุการณ์ผอ.ร.ร.ฟ้องศธจ.เนื่องจากยังไม่ลงนามย้ายผอ.ร.ร.ตามมติคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ตลอดจนผอ.ร.ร.ตอบปฏิเสธศธจ.ที่สั่งการให้ชี้แจงข้อร้องเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยให้เหตุผลว่ารอผอ.สพท.สั่ง!!

ทั้งนี้ทั้งนั้นสืบเนื่องจากคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 กำหนดให้โอนการใช้อำนาจการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดและกรุงเทพฯ ตามมาตรา 53 (3)(4) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นของศธจ.โดยความเห็นชอบของกศจ. จากเดิมอำนาจตามมาตรา 53(3) เป็นของผอ.สพท.และอำนาจตามมาตรา 53(4) เป็นของ ผอ.ร.ร.

ครั้งนั้นชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย(ชร.ผอ.สพท.) ผนึกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ชมรม/สมาคมครูจังหวัดร้อยเอ็ด ออกมาสะท้อนปัญหาว่าคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่น การพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของครู เลื่อนเงินเดือน แต่งตั้งครู ผอ.ร.ร.และรักษาการผอ.ร.ร. ส่งผลให้รักษาการผอ.ร.ร.ไม่กล้าตัดสินใจเรื่องบุคลากรและงบประมาณ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาตามมา นอกจากนี้มีปัญหาความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน เพิ่มขั้นตอนการทำงาน ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น มีการโอนอัตรากำลังของเขตพื้นที่ฯ และตัดอัตรากำลังของครูที่เกษียณที่ควรคืนแก่โรงเรียนจำนวนกว่า 1,400 อัตรา ไปให้สำนักงานศธจ. งบประมาณของสพท.ถูกแบ่งไปให้สำนักงานศธจ.

ขณะที่ภาระงานยังเหมือนเดิม ตลอดจนกระทบสิทธิประโยชน์ของครูซึ่งส่งผลต่อการเรียนการสอน การออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน/คำสั่งมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ/การเกิดสิทธิการมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตาม ว21 การเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นจากการที่เขตต่างๆ ต้องนำคำสั่งไปเสนอให้ศธจ.ลงนาม การขาดประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา และที่สำคัญคือการเป็นอัมพาตของการขับเคลื่อนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาการศึกษาเชิงบูรณานาการในจังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดของศธจ. และกศจ.ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพราะทุกกศจ. ติดหล่มการบริหารงานบุคคล

มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เพื่อคืนการใช้อำนาจตามมาตรา 53(3)และ(4) ให้แก่ผอ.สพท.และผอ.ร.ร. อาทิ การให้ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี ประธานกรรมการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) รัฐมนตรีว่าการศธ. และ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)

ขอบคุณที่มา : มติชนออนไลน์ 26 พ.ค. 2561


You might also like