Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

คุณครูกับคนดี โดย กล้า สมุทวณิช

Advertisement

0

Advertisement

“คนดี” เป็นอีกหนึ่งคำที่ถูกทำให้เลื่อนเปื้อนตามคำว่านิติรัฐและนิติธรรมไปติดๆ

กระทั่งนามธรรมแห่ง “ความดี”
ที่เคยเป็นถ้อยคำอันยุติไม่มีผู้ใดสงสัยหรือไต่ถามความหมาย
เป็นพรมงคลดังเช่นเวลาผู้หลักผู้ใหญ่อวยพรลูกหลานว่าขอให้ยึดมั่นใน
“ความดี” เป็น “เด็กดี” เป็น “คนดี” ของสังคม
ปัจจุบันก็ถูกนำมาตั้งคำถามในทางปรัชญาว่า “คนดี-ความดีคืออะไร”
เป็นสิ่งอันสัมบูรณ์หรือสัมพัทธ์ตามบริบท ความดีนั้นเป็นความดีสำหรับทุกคน
หรือความดีแต่เฉพาะใคร

กลายเป็นยุคสมัยที่ “คนดี” และ “ความดี”
มีข้อสงสัยไปถึงขั้นตั้งรังเกียจ
ก็คงเริ่มจากที่ผู้คนบางกลุ่มเขียนป้ายแขวนคอตนเอง อวดอ้างว่าเป็น “คนดี”
กันได้ง่ายๆ แม้แต่นักกลอนพาไปที่เด่นดังเพราะแต่งกลอนเหน็บแนมทางการเมือง
ก็ยังอุตส่าห์ขนานนามตนเองเป็น “คนดี” กับเขาเหมือนกัน บรรดา “คนดี”
เหล่านั้นนำเอา “ความดี” ไปใช้กล่าวอ้างเพื่อยกตนกดข่มผู้อื่นบ้าง
หรือใช้เพื่อละเลยยกเว้นหลักการต่างๆ
ไปจนถึงขั้นละเมิดสิทธิเหยียบย่ำความเสมอภาคของผู้คนทั้งในทางการเมือง
ทางสังคม จนคำว่า “คนดี” ถูกใช้เป็นคำเสียดสี เช่น รัฐธรรมนูญฉบับ “คนดี”
การกินส่วนต่างแบบ “คนดี” ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าประทับใจ ตื้นตัน และอบอุ่นใจเรื่องหนึ่งที่อาจจะทำให้เรากลับมาศรัทธาใน “ความดี” และ “คนดี” กันอยู่บ้าง

เรื่องของคุณครูใหญ่ในโรงเรียนเล็กๆ
ที่ยืนหยัดท่ามกลางคอนโดมิเนียมและอาคารสูงรายรอบ
บนผืนดินที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในซอยสุขุมวิท 8
คุณครูท่านนี้คือหม่อมราชวงศ์รุจีสมร สุขสวัสดิ์
ครูใหญ่และทายาทของหม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา
ผู้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นจากเจตนารมณ์ของท่านซึ่งประสงค์จะให้มีสถานที่ให้
เด็กๆ แถวนั้นได้มีที่เรียนหนังสือ กลายมาเป็น “โรงเรียนวรรณวิทย์”
ที่ผู้คนส่งต่อความประทับใจให้กันจนกลายเป็นกระแสไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์กใน
ช่วงสัปดาห์ก่อนวันครูที่ผ่านมา

คุณครูใหญ่วัย 96 ปี ผู้ปฏิเสธเงินหลักพันล้านบาท
ด้วยเห็นว่าเงินเป็นแค่เศษกระดาษ เมื่อเทียบกับชีวิตและอนาคตของเด็กๆ
ได้รับการรายงานในสื่อต่างๆ และที่ยิ่งทำให้ผู้คนรู้จัก
ก็มาจากภาพยนตร์สั้นโฆษณาเชิงสังคมของร้านสะดวกซื้อเครือใหญ่
ซึ่งแนะนำอย่างยิ่งว่าควรจะลองหามาดูซึ่งคงหาได้ไม่ยากนักผ่านเครือข่าย
สังคมและอุปกรณ์ที่ท่านสะดวก
ด้วยภาพยนตร์ดังกล่าวบอกเล่าเรื่องได้อย่างประณีต งดงามอย่างพอดีๆ
ทั้งในเรื่องของอารมณ์และการเสนอผลิตภัณฑ์อย่างมีกาลเทศะและรสนิยม

ทั้งนี้ ยังมีเกร็ดที่ควรบันทึกไว้สำหรับวงการนักเขียนของไทย ได้แก่
การที่ท่านผู้ก่อตั้งโรงเรียนนั้นเป็นนักเขียนหญิงคนสำคัญท่านหนึ่งของ
บรรณพิภพ นามปากกา “วรรณสิริ” ผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่อง “นางทาส” และ
“วนิดา” ที่ถูกอ่านและแปรรูปเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์มาหลายยุคหลายสมัย
ค่าลิขสิทธิ์ที่ได้จากนิยายทั้งสองเรื่องนี้เอง
เป็นเงินที่ก่อตั้งและหล่อเลี้ยงให้โรงเรียนวรรณวิทย์นี้อยู่ยั้งยืนยงมาได้

แม้จะเก็บค่าเล่าเรียนถูกแสนถูกเพื่อให้เด็กที่ฐานะไม่ดีนักในละแวกนั้น
สามารถเข้าเรียนได้อย่างไม่เป็นภาระหนักแก่ผู้ปกครอง
ตามเจตนารมณ์ของท่านผู้ก่อตั้ง

Advertisement

เรื่องของโรงเรียนวรรณวิทย์กับคุณครูใหญ่
อาจจะช่วยเรียกและพลิกฟื้นศรัทธา ไม่ใช่แต่กับคำว่า “คนดี” และ “ความดี”
หากรวมแม้แต่คำว่า “ครู” หรือ “อาจารย์” ที่เคยเป็นปูชนียบุคคลก็ด้วย

ในยุคแห่งการตั้งคำถามและถอดรื้อ บางคนอาจมองว่าครูนั้นเป็น
“ผู้รับจ้างสอนหนังสือ” มีความสัมพันธ์ต่อผู้เรียนอย่างสัญญาต่างตอบแทน
ซึ่งจะว่าคนพูดเป็นเสรีนิยมไร้หัวใจหรือมนุษย์เนรคุณก็อาจจะเป็นการมองด้าน
เดียวไป เพราะประสบการณ์ของผู้คน
ตลอดจนข่าวคราวที่ออกมาจากผู้ประกอบวิชาชีพครูอาจารย์ในปัจจุบันนั้นเราก็พอ
รู้เห็นว่ามีครูที่สอนหนังสือแค่พอผ่านไปวันๆ
ครูที่มีมาตรฐานการสอนระหว่างนักเรียนที่ต้องสอนในโรงเรียนตามหน้าที่กับนัก
เรียนที่จ่ายเงินเรียนพิเศษส่วนตัวเป็นคนละมาตรฐานกัน
ครูที่ไม่ยอมแสวงหาความรู้แต่เอ็ดอึงเอาแก่เด็กที่มีข้อมูลใหม่ๆ
หรือคิดต่างเห็นต่าง
รวมกระทั่งครูที่อาศัยอำนาจหน้าที่ล่วงละเมิดทางร่างกาย ทรัพย์สิน
หรือแม้แต่ทางเพศ

ผู้คนอาจจะได้รู้เห็นเรื่องของครูในแบบนั้น
จนหลงลืมว่าเคยซาบซึ้งกับเรื่องของคุณครู โคบายาชิแห่งโรงเรียนโทโมเอะ จาก
“โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง”
นิยายเยาวชนอมตะที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง
และอาจจะไม่นึกไม่ฝันว่าในประเทศไทยยังมี “ครู”
แบบคุณครูใหญ่และบรรดาคุณครูของโรงเรียนวรรณวิทย์
ที่ยังคงทำหน้าที่ด้วยอุดมการณ์เช่นเดียวกับท่านผู้ก่อตั้ง
จนการสอนหนังสือและดูแลเด็กๆ เลยพ้นไปจากการปฏิบัติหน้าที่
สู่การเป็นปฏิบัติบูชาคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ คือจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูผู้ให้

เรื่องของโรงเรียนวรรณวิทย์
และอุดมการณ์ของครูก็เป็นอีกเรื่องที่ชุบชูใจให้เรายังศรัทธาต่อความดี
ความดีที่แท้ซึ่งเราสัมผัสได้อย่างเป็นสากล
จากความอบอุ่นที่ก่อขึ้นในหัวใจเมื่อได้รับทราบเรื่องราว
เป็นข้อที่ให้เราได้ระลึกรู้ว่า
คนดีที่แท้และความดีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องประกาศหรือกล่าวอ้างแต่
อย่างใดเลย

ที่แท้แล้ว “คนดี” ผู้ไม่อวดอ้างทั้งหลายนั้น เขาทำ “ความดี”
ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อันเรียบง่ายด้วยอุดมการณ์อย่างหนึ่งที่มุ่งมั่น
อุดมการณ์นั้นเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือผู้คนให้มีความสุข
หรือปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ผู้เดือดร้อนจำเป็น เพียงเท่านี้เอง

ความอบอุ่นใจจากเรื่องราวของคุณครูและโรงเรียนกลางหมู่ตึกระฟ้านั้น
ยังให้เรามีศรัทธาว่า ในสังคมนี้คงยังมีคนดีที่เราอาจจะไม่รู้จักอีกมาก
ทั้งตำรวจที่พยายามจะป้องกันเหตุร้ายหรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็ม
ที่แม้จะอยู่นอกเหนือเวลางาน
คุณหมอที่ควงเวรไม่กลับบ้านสามสี่วันเพราะคนไข้ยังรอการรักษา
เภสัชกรที่ออกแบบคู่มือการใช้ยาอย่างสวยงามเพื่อให้ผู้มาติดต่อสนใจหยิบติด
มือไปอ่าน ผู้พิพากษาที่ตั้งใจอ่านสำนวนอย่างละเอียดทุกหน้า
ตรวจพยานหลักฐานทุกชิ้นเพื่อให้การพิพากษาออกมาโดยยุติธรรมที่สุดเท่าที่
เป็นไปได้

บรรดาคนที่เป็นคนดีผู้ทำหน้าที่ของตนอย่างสงบนี้เอง
ที่เป็นของจริงที่ประทับใจผู้คนได้ โดยไม่ต้องอวดอ้างว่าเป็นคนดี
แล้วตู่แย่งหน้าที่หรือการงานอันหาใช่กิจของตน โดยอ้างว่ากำลังทำความดี

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน