Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

จ่อใช้ ม.44 ตั้ง สนง.บริหารนโยบายนายกฯ ดึงคนเก่งที่สุดในประเทศ ปฏิรูปครั้งใหญ่ 10 เรื่อง

Advertisement

0

Advertisement

“สุวิทย์” เผย จ่อใช้ ม.44 ตั้งพีเอ็มดียู ดึงคนเก่งที่สุดในประเทศปฏิรูป 10 เรื่อง เตรียมถก “ประวิตร” ถึงโครงสร้างปรองดอง ลั่นแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงการเดินหน้างานด้านยุทธศาสตร์ ปฏิรูป ปรองดอง ตามแนวคิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยสัปดาห์นี้จะเดินสายพูดคุยกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และรองนายกรัฐมนตรีแต่ละด้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมแผน จัดทำโครงสร้าง ป.ย.ป.ซึ่งจะมีคณะกรรมการ 4 ชุดย่อย ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งนอกจากโดยองค์ประกอบของแต่ละคณะจะมีแม่น้ำ 3 สายแล้ว ยังมีหน่วยงานราชการอื่นๆ รวมถึงประชารัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาทำงานร่วมกันด้วย

นายสุวิทย์กล่าวถึงการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) ว่า สำนักงานนี้มีหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามการทำงานของ 4 คณะใน ป.ย.ป. จะมีการตั้งทีมขึ้นมาทำงาน 10 ทีม แก้ไขปัญหาประเด็นยุทธศาสตร์และนโยบายระดับบัญชาการ 10 ประเด็น ได้แก่ น้ำ-ป่า พลังงาน สิ่งแวดล้อม เครือข่ายดิจิตัล เครือข่ายคมนาคมและโลจิติกส์ การศึกษา การวิจัย วิทยาศาสตร์เทศโนโลยี สวัสดิการ การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดกว้างในการหาบุคคลากรเข้ามาทำงาน ไม่จำจัดว่าจะเป็นข้าราชการหรือภาคเอกชนก็สามารถเข้ามาได้ และต้องการคนที่มีความรู้ว่าสามารถ เก่งที่สุดในประเทศไทยทำงานนี้

นายสุวิทย์กล่าวว่า ดังนั้น พีเอ็มอูดี จึงต้องมีความยืดหยุ่น เพราะเป็นส่วนที่เชื่อมต่องานสำคัญๆ ของชาติ มีงบประมาณของตัวเองอย่างชัดเจน เมื่อต้องการคนเก่งและดีเข้ามาทำงาน ก็อาจจะต้องให้ค่าจ้างค่อนข้างสูง จึงอาจต้องใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้องค์กรนี้มีความยืดหยุ่น สามารถดึงคนเก่งๆเข้ามา โดยคนที่เข้ามาไม่ว่าจะมาจากรัฐหรือเอกชน ต้องสามารถทำให้เชื่อได้ว่า จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงแน่นอน เรียกว่า Big changes

นายสุวิทย์กล่าวถึงแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ว่า มีกำหนดการเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในวันที่ 17 มกราคม นี้ เพื่อหารือถึงโครงสร้างของคณะกรรมการปรองดอง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้แนวทางไว้ว่าจะไม่มุ่งไปที่ปัญหาการเมืองเป็นพิเศษเพราะคิดว่าไม่ตอบโจทย์ จึงควรมุ่งไปที่ฐานรากของปัญหา ซึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำ ทั้งเรื่องของความมั่งคั่ง โอกาส อำนาจ และความไม่เป็นธรรม เพราะเชื่อว่าถ้าเราสามารถสร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็นสังคมแห่งโอกาส ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาความปรองดองได้ 80% – 90% การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หากพูดเฉพาะแค่ปัญหาการเมือง ก็จะหาทางออกไม่เจอ เพราะการเมืองมักจะวนอยู่ด้วยตัวมันเอง

“แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ยุ่งกับปัญหาการเมืองเลย เพราะการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในที่นี้คือการทำควบคู่กันไปกับการแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ เราจึงต้องมีนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเพื่อนำมาสูเวทีการปรองดอง เวทีการเมืองนี้จะไม่ใช่การถกเถียงกันในประเด็นทางการเมือง แต่จะมาพูดคุยเพื่อตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศ จะไม่ใช่เวทีแบบเดิมๆ ผมว่ามันเสียเวลา ถ้ามัวแต่ตบตีกันคงไม่มีประโยชน์อะไรเลย จะต้องเปิดให้มีเวทีเพื่อแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคน” เลขา ป.ย.ป.

 

ขอบคุณที่มาจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 16 ม.ค. 2560

Advertisement