Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

“ดาว์พงษ์” ลั่นปลดล็อก!! ปฏิรูปการศึกษาไทย-1ปีครึ่งเห็นผล

Advertisement

0

ดาว์พงษ์ ลั่นปลดล็อก !! ปฏิรูปการศึกษาไทย – 1 ปีครึ่งเห็นผล : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
บริหารงานในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ได้เผย
“ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ”
ที่ต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อแก้ปัญหา ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในช่วงเวลา 1
ปี 6 เดือนต่อจากนี้ อย่างชัดเจน หนักแน่น สไตล์ทหาร ผ่านรายการ
“ไทม์ไลน์” โดย “สุทธิชัย หยุ่น”

เคาะ33ปัญหาเดินหน้า65โครงการ

“เวลานี้สรุปได้ว่ามี 6 เรื่องหลักที่ต้องแก้ไขคือ
1.หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 2.การผลิตและพัฒนาครู
3.การทดสอบการประเมินการประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 4.ผลิต
พัฒนากำลังคนและงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาประเทศไทย
5.ไอซีทีเพื่อการศึกษา และ
6.การบริหารจัดการทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการและการกระจาย
อำนาจ
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเองแต่ได้มาจากคนที่รักการศึกษาได้เสนอแนะส่งข้อมูลมา
ให้

ใน 6 เรื่องนี้พบว่ามีปัญหาที่ซ่อนอยู่ถึง 33 เรื่อง
ก็นำมาวางแผนจัดเรียงใหม่เกิดเป็นแผนงานถึง 65 โครงการ ในจำนวนนี้ 16
โครงการได้เดินหน้าและเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์บางส่วนแล้ว ส่วนอีก 37
โครงการกำลังทยอยดำเนินการ สุดท้ายอีก 12
โครงการจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปีครึ่ง
ถึงแม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์ 100% แต่ทุกโครงการจะต้องเกิดการขับเคลื่อน
อย่างไรก็ตามทุกโครงการนำหลักอริยสัจ 4 มาเป็นหลักคิด เพื่อให้รู้ปัญหา
สาเหตุของปัญหา กำหนดแนวทางทำงาน
และวิธีการที่จะใช้แก้ปัญหาในทุกกระบวนการได้ผ่านการพูดคุยวางแผนร่วมกับข้า
ราชการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

ลดเวลาเรียนพบเด็กมีความสุข

จากปัญหาเด็กเรียนมากเกินไป ไม่มีความสุข ผลสัมฤทธิ์ต่ำและกวดวิชา
เกิดเป็นนโยบายแรก “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” พล.อ.ดาว์พงษ์ ชี้แจงว่า
นโยบายนี้ถ้าจะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดียังมีเรื่องต้องทำอีกมาก
เบื้องต้นที่ได้นำร่องใน 3,800 โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 กำหนดให้ช่วงเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป

เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมที่สนใจและเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละ
ช่วงวัยตามหลัก 4H คือ การพัฒนาสมอง การคิดวิเคราะห์ (Head) พัฒนาจิตใจ
คุณธรรมจริยธรรม (Heart) ทักษะฝีมือ (Hand) และสุขภาพ (Health)
และกระทรวงมีเมนูมอบให้โรงเรียนนำไปเลือกใช้ 300 เมนู
ภาพรวมพบว่าเด็กมีความสุขมาก
ส่วนครูช่วงแรกก็มีวิตกกังวลเพราะต้องปรับบทบาทจากครูผู้สอนมาเป็นโค้ชคอย
ให้คำแนะนำ
ซึ่งเราได้จัดทีมสมาร์ทเทรนเนอร์ลงไปช่วยอบรมและจัดทำคู่มือการสอนให้
เวลานี้ครูจึงเริ่มปรับตัวได้ที่สำคัญนโยบายนี้ห้ามไม่ให้ครูใช้เวลาดัง
กล่าวสอนพิเศษโดยเรียกเก็บเงินในโรงเรียนเด็ดขาด

สำหรับผู้ปกครอง
ยังค่อนข้างกังวลว่าเมื่อลดเวลาเรียนลูกจะมีความรู้ไม่เข้มข้นพอและไปสอบสู้
เด็กคนอื่นๆ ไม่ได้ ซึ่งได้ทำความเข้าใจกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ
(สทศ.) และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ในฐานะผู้ออกข้อสอบแล้วว่าการเรียนการสอนยังยึดตาม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
เพราะฉะนั้นการออกข้อสอบจะต้องสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตรงนี้ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจได้

ยกเครื่องระบบประเมินศึกษา

ล่าสุดที่เป็นปัญหาคือการประกาศผลสอบ 9
วิชาสามัญของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6
ซึ่งต้องนำไปยื่นในการเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยระบบเคลียริ่งเฮ้าส์
ปรากฏว่าคะแนนที่ออกมานั้นต่ำกว่าครึ่งของคะแนนเต็ม
มีเพียงเฉพาะวิชาภาษาไทยที่เกินครึ่ง
แต่จากที่พูดคุยกับสทศ.ก็พบว่ากระบวนการออกข้อสอบต่างๆ
อยู่ในกรอบของหลักสูตร
เพียงแต่โจทย์ที่ออกค่อนข้างลึกเพราะต้องการให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิด
วิเคราะห์

เวลานี้มีความเข้าใจตรงกันแล้วว่า ถ้าสทศ.ยังออกข้อสอบแบบนี้
จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาหลงทาง คิดไปว่าหลักสูตรแย่ ครูสอนไม่ดี
ซึ่งสทศ.จะต้องปรับตัวใหม่คือต้องทำการทดสอบข้อสอบต่างๆ ก่อนนำไปใช้จริง
และให้รายงานผลมาให้กระทรวงทราบ โดยจำแนกรายวิชาและขนาดโรงเรียน
รวมทั้งเมื่อเสร็จสิ้นการสอบจะต้องเปิดเผยข้อสอบและเฉลยด้วย
คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีการศึกษา 2559
เบื้องต้นเพื่อให้เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์
สทศ.ได้เพิ่มข้อสอบอัตนัยของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
(โอเน็ต) วิชาภาษาไทย ระดับ ป.6 สัดส่วน 20% ด้วย


ที่มาภาพจาก คม ชัด ลึก
 

ชี้เด็ก80%กวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย

“เมื่อสทศ.เปิดข้อสอบเด็กก็จะรู้ว่าควรเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างไรบ้าง
ครูรู้ว่าต้องสอนและพัฒนาเด็กอย่างไร
ตรงนี้จะทำให้ปัญหาการกวดวิชาค่อยๆลดลงและหายไปตามธรรมชาติ
กระทั่งครูที่สอนพิเศษในโรงเรียนก็จะค่อยๆลดลง ผมไม่ได้ต่อต้านการกวดวิชา
เพียงแต่ในอดีตนั้นการกวดวิชาก็เพื่อรู้เฉพาะเรื่อง
แต่ทุกวันนี้ผมกล้าพูดได้ว่ามากกว่า 80%
ที่มากวดวิชาไม่ใช่เพราะครูสอนไม่ดี
แต่กวดวิชาไปเพื่อสอบเก็บคะแนนใช้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เช่น
คะแนนความถนัดทั่วไป หรือ แกต ความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ แพต เป็นต้น
ตรงนี้ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ที่ผ่านมาเคยมีผู้ปกครองเสนอให้ยกเลิกการสอบตรงด้วย
แต่เรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจและเป็นกังวล
คงต้องหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)
เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
สำคัญคือระบบการเข้าเรียนอุดมศึกษาไม่เป็นภาระ ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ
และไม่ปิดกั้นศักยภาพเด็ก”

เช่นเดียวกับระบบรับนักเรียน สพฐ.ที่ผ่านมามีการเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ”
เพื่อแลกที่นั่งเด็ก พล.อ.ดาว์พงษ์ ย้ำชัดว่า
ที่ผ่านมาถูกถามถึงปัญหาการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ
ซึ่งให้นโยบายชัดเจนว่าตลอดกระบวนการรับนักเรียนห้ามไม่ให้มีการเรียกรับ
เงินหรือรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ อาทิ
บุตรผู้ทำคุณประโยชน์ข้อตกลงในการจัดตั้ง ฯลฯ
ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องประกาศแนวทางวิธีการให้ชัดเจน
ทำทุกอย่างโปร่งใสและตอบคำถามกับทุกคนได้ว่ารับเด็กในกลุ่มเงื่อนไขเหล่านี้
เพราะเหตุผลอะไร

ควบรวมรัฐ-เอกชนพัฒนาอาชีวะไทย

ส่วนการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะระดับอาชีวศึกษานั้น
เรื่องนี้ต้องให้เครดิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ที่ให้ความสำคัญและผลักดันมาตลอด
กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาก็ทำงานเข้มแข็ง ผมเพียงแต่เข้ามาสานต่อ
แต่เวลานี้ภาพลักษณ์และค่านิยมต่อการเรียนสายอาชีพดีขึ้นเห็นได้จากจำนวนผู้
เรียนอาชีวะในปีการศึกษา 2558 เพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี ทั้งนี้
ระบบทวิภาคีที่รัฐและเอกชนร่วมกันจัดการศึกษามีส่วนช่วยอย่างมาก
เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือ
เด็กมีประสบการณ์ทำงานในสถานประกอบการจริง
ภาคเอกชนก็ได้คนทำงานที่มีศักยภาพตามต้องการ
ส่วนค่านิยมของคนไทยอยากให้ลูกได้รับใบปริญญา
ปัจจุบันอาชีวะก็มีการจัดหลักสูตรปริญญาตรีสายปฏิบัติรองรับ

“ปัญหาของอาชีวะเวลานี้ยังขาดตัวเลขความต้องการแต่ละสาขาที่แท้จริง
จึงไม่สามารถวางแผนผลิต แต่เวลานี้คณะทำงานด้านการยกระดับวิชาชีพอาชีวศึกษา
ซึ่งร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชนตามนโยบายประชารัฐ
ได้กำหนดแผนงานเร่งด่วน
ซึ่งในนั้นมีเรื่องการจัดทำข้อมูลความต้องการกำลังคนด้วย
รวมถึงการปรับภาพลักษณ์ การพัฒนาอาชีวะสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน นอกจากนั้น
เมื่อเร็วๆ นี้ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ให้รวมการบริหารจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนมาอยู่ภายใต้กำกับของ
สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.)
เพื่อผลักดันให้การขับเคลื่อนอาชีวะของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

ศักยภาพเด็กไทยไม่ด้อยในเวทีสากล

ส่วนการเตรียมพร้อมด้านทักษะฝีมือเด็กอาชีวะให้สอดคล้องมาตรฐานอาเซียน
ขณะนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้จัดทำมาตรฐานมากกว่า 200 สาขาแล้ว
ซึ่งถ้าเด็กอาชีวะสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานแต่ละด้านก็จะเป็นตัวการันตี
ฝีมือและมาตรฐานค่าตอบแทนด้วย
ขณะที่ศักยภาพเด็กไทยเวทีอาเซียนในภาพรวมถ้าเป็นการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ เชื่อว่าเด็กไทยสามารถสู้ได้
จะมีปัญหาคือทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในอาเซียนไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5
เป็นรองจากสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน และมาเลเซีย
ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมการยกระดับคุณภาพภาษาอังกฤษ อาทิ
โครงการอบรมครูที่มีทักษะภาษาอังกฤษ 3,000
คนเพื่อเป็นแกนนำในการถ่ายทอดเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษไปสู่ครูคนอื่นๆ
ไปพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการเป็นองคาพยพใหญ่ การทำงานถ้าไม่กำหนดทิศทางให้ชัดเจน
มั่นคง ไม่สร้างการยอมรับจะถูกต่อต้านแต่ต้น ผมไม่ใช่นักการศึกษา
เป็นทหารมาจากที่อื่น แต่ผมกล้าคิดนอกกรอบและไม่มีวาระซ่อนเร้น
ดังนั้นหลักการทำงานจึงต้องทำให้ข้าราชการกระทรวงเชื่อมั่นวางใจพร้อมร่วม
มือทำงานไปด้วยกัน งานต่างๆ ที่ผมทำไม่ได้หวังให้ใครจดจำอะไรเกี่ยวกับผม
คิดแค่ว่าจะทำที่ทำอยู่ให้ดี ทุ่มเทเต็มที่ โดยเฉพาะการสร้างให้คนไทย
เด็กไทยรุ่นใหม่เป็นคนดีมีวินัย ที่รู้จักใช้เหตุและผล คิดไตร่ตรอง
ไม่ใช้แต่ความรู้สึก
โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกทำให้เกิดขึ้นซึ่งอาจไม่เห็นในทันที
แต่ในระยะยาวอยากให้เกิดภาพเหล่านี้ ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูปคน
เพราะฉะนั้นจะติหรือชมอะไรก็ได้ แต่ถ้าผมอยากจะขอ มีเพียงอย่างเดียวคือ
ผมขอกำลังใจ” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวสรุปปิดท้าย

Advertisement