Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ด่วนที่สุด! ครูที่ส่งขอวิทยฐานะกลุ่มค้างท่อ 5,000 คนต้องใช้เกณฑ์ใหม่

Advertisement

        การดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาชาติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ในปัจจุบัน นอกจากจะยึดแนวทางตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 –
2579)” ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 6 ยุทธศาสตร์ อันได้แก่ 1.ความมั่นคง
2.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
4.การสร้างโอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันด้านสังคม 5.การสร้าง
การเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ
6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐแล้ว
ยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาอีกด้วย

         
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9
ทรงห่วงใยปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555
มีพระราชหัตถเลขาชิ้นสำคัญส่งถึงองคมนตรี ใจความว่า
“ปัญหาปัจจุบันคือครูมุ่งเขียนวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร
เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่
ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม
เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ
หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี Reward” ซึ่ง
ศธ.ได้น้อมนำฯ
มาเป็นนโยบายในการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครูและบุคลากรด้านการศึกษาในปัจจุบัน

เพิ่มเพื่อน

 
        “ที่ผ่านมา การได้มาซึ่งวิทยฐานะนั้น
ครูต้องทำผลงานเอกสารทางวิชาการหรืองานวิจัย
และบางกรณีก็มีการจ้างคนอื่นทำเอกสารวิชาการแทน ในขณะที่ครูขยัน
ทุ่มเทและมุ่งสอนหนังสือ แต่ไม่มีความชำนาญในการจัดทำผลงานวิชาการ
กลับไม่ได้รับอะไรตอบแทน เป็นความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้ไป
รูปแบบการประเมินวิทยฐานะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง
มีความยุติธรรม และมีความทันสมัยเป็นสากลมากขึ้น
เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ครูทุกคนรอคอยและต้องการให้เปลี่ยนแปลง”
นพ.ธีระเกียรติกล่าว

         
สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในนิยามใหม่นั้น ยึดหลัก 3P ตามระบบสากล
ได้แก่ Proficiency (ทักษะการทำงานหรือความเก่ง) Performance (ผลงาน) และ
Potential (ศักยภาพ) ซึ่ง ศธ.
ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่นั้น
ไม่สร้างความยุ่งยากหรือสร้างภาระให้ครูแต่อย่างใด
หากแต่เป็นสิ่งที่ครูปฏิบัติในหน้าที่ที่เป็นปกติอยู่แล้วนั่นคือ
“การสอนในชั้นเรียน” นั่นเอง โดยวัดจาก 2 เรื่องหลัก คือ

         
1. เชิงปริมาณ พิจารณาจากชั่วโมงการสอน
จากจำนวนชั่วโมงสอนขั้นต่ำที่ส่วนราชการกำหนด ทั้งนี้
ชั่วโมงการทำงานของครู มีกรอบคือ เป็นครูผู้ช่วย2 ปี ชำนาญการ 5 ปี
ชำนาญการพิเศษ5 ปี เชี่ยวชาญ 5 ปี และเชี่ยวชาญพิเศษ 5 ปี
ซึ่งการประเมินวิทยฐานะในแต่ละขั้น ครูต้องมีชั่วโมงสอน 800 ชั่วโมงต่อปี
กล่าวคือเมื่อครูชำนาญการสอนครบ 5 ปี หรือมีชั่วโมงสอนครบ 4,000 ชั่วโมง
สามารถขอประเมินวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ อย่างไรก็ตาม
ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น
ยังคงต้องใช้เอกสารวิชาการและผลงานวิจัยอยู่

Advertisement

          2.
เชิงคุณภาพ  ส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง
ด้วยการเปิดโอกาสให้ครูแต่ละคน สามารถเลือกเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่
ศธ.ให้การรับรองที่แตกต่างกันในแต่ละวิทยฐานะ นอกจากนี้ จะต้องผ่านการอบรม
PLC (Professional Learning Community) หรือ
“ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ซึ่งมีแนวคิดคือ การนำครูในหลายๆ ระดับ
ทั้งครูใหม่-ครูเก่ามาอยู่รวมกัน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้
และแบ่งปันความรู้กันระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม
จนกระทั่งเกิดการสะท้อนความคิดในด้านต่างๆ ที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้กับครู
และไม่ให้เกิดการใช้เวลาอบรม PLC มาก
จนกระทั่งครูไม่มีเวลาสอนเด็กในชั้นเรียน
จึงกำหนดให้ครูสามารถนำชั่วโมงการอบรม PLC
ไปรวมกับชั่วโมงการสอนหนังสือที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินวิทยฐานะ
ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะประกาศใช้ได้ด้วย

          ทั้งนี้
การพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่
จะนำไปใช้กับการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรด้าน การศึกษากลุ่มใหม่
กลุ่มที่ค้างการประเมินที่มีประมาณ 5,000 คน
และกลุ่มที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว ซึ่งต้องมีการประเมินเพื่อคงสภาพตามมาตรา
55 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าครูยังคงมีคุณภาพในการปฏิบัติงานและความเชี่ยวชาญเหมาะสมกับวิทยฐานะที่ได้รับ

 
        “เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่
นอกจากไม่สร้างภาระให้กับครูในการทำเอกสารวิชาการแล้ว
ยังสร้างโอกาสให้ครูเข้าถึงวิทยฐานะได้ง่ายขึ้นอีกด้วย พร้อมกันนี้
กระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนาระบบไอที
เพื่อให้ครูได้บันทึกข้อมูลได้ด้วยตัวเองในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio)
และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับรองชั่วโมงการสอนของครู ผ่านระบบ
Logbook” นพ.ธีระเกียรติกล่าว

         
การเปลี่ยนโฉมรูปแบบการประเมิน “วิทยฐานะ” ของครูในครั้งนี้
ถือเป็นการนำครูกลับมาสู่ห้องเรียนและทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่
เป็นวิธีตอบแทนครูที่สอนทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างเป็นธรรมและยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถของครูและเด็กนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น
อันนำไปสู่การพัฒนาครูและคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2560 (กรอบบ่าย)

Advertisement

You might also like