Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ต้องทำให้ ‘โอเน็ต’มีค่า เพื่อนำไปวางแผนพัฒนาเด็ก

Advertisement

1

 โอเน็ตเป็นการวัด ผลการศึกษาระดับชาติ ในแต่ละปีใช้ งบประมาณจัดสอบจำนวนมาก แต่ปัญหาคือเราไม่ทำให้เด็กเห็นความสำคัญของ โอเน็ต และคะแนนโอเน็ตไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ในต่างประเทศการวัดผลระดับชาติไม่ได้วัดตอนช่วงปลายช่วงชั้นในระดับ ป.6, ม.3 และ ม.6 เหมือน บ้านเรา ซึ่งการวัดผลของต่างประเทศจะเน้นเพื่อดูพัฒนาการการศึกษาของเด็ก
          เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2560 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปแล้วปลายเดือน มี.ค.2561 จัดสอบใน 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบว่าคะแนนเฉลี่ย โอเน็ต ป.6 และ ม.3 ไม่ถึงครึ่งทุกวิชา เฉพาะภาษาไทย คะแนนเฉลี่ยสูงทั้ง 2 ระดับ โดย ป.6 เฉลี่ยที่ 46.58 คะแนน และ ม.3 เฉลี่ยที่ 48.29 คะแนน ส่วนวิชาที่คะแนน เฉลี่ยต่ำสุด ระดับ ป.6 คือวิชาภาษาอังกฤษ และ ม.3 คือวิชาคณิตศาสตร์ ขณะที่ในระดับ ม.6 จัดสอบใน 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ก็ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งทุกวิชาเช่นกัน
          อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คะแนนโอเน็ตที่ประกาศออกมา ไม่ควรมองหรือเหมารวมว่าเด็กทำคะแนนได้ต่ำ และไม่ควรเปรียบเทียบคะแนน โอเน็ตของ 2 รุ่น คือรุ่นปี 2559 และปี 2560 เพราะเด็กคนละรุ่นและการสอบคนละช่วงเวลา ความยากง่ายของข้อสอบที่ใช้ก็ต่างกัน ซึ่ง สทศ.ในฐานะหน่วยงานผู้จัดสอบ ออกข้อสอบจะมีเกณฑ์วัดระดับความยากง่าย ทั้งนี้ แม้ว่าคะแนนเฉลี่ย 50 คะแนนจะเป็นมาตรฐานกลางสะท้อนภาพรวมการวัดผลการศึกษาระดับชาติ แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งทำคะแนนได้ 38.9 คะแนน อยู่เป็นลำดับที่ 8 แต่พอมาคำนวณคะแนนเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 50 คะแนน แล้วจะบอกว่าเด็กคนนั้นคะแนนต่ำก็ไม่ได้

เพิ่มเพื่อน

เพราะมีปัจจัยอื่นเป็นองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึง เช่น ความยากง่ายของข้อสอบ เด็กรุ่นเดียวกันความสามารถคิดวิเคราะห์ต่างกัน ฯลฯ เป็นต้น อรรถพล กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้โอเน็ตเป็นการวัดผลการศึกษาระดับชาติ ในแต่ละปี ใช้งบประมาณจัดสอบจำนวนมาก แต่ปัญหา คือเราไม่ทำให้เด็กเห็นความสำคัญของ โอเน็ต และคะแนนโอเน็ตไม่ถูกนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ในต่างประเทศการวัดผลระดับชาติไม่ได้วัดตอนช่วง ปลายช่วงชั้นในระดับ ป.6, ม.3 และ ม.6 เหมือนบ้านเรา

ซึ่งการวัดผลของต่างประเทศจะเน้นเพื่อดูพัฒนาการการศึกษาของเด็ก เช่น วัดผลระดับ ป.6 มีการรายงานผลเป็นรายบุคคล และนำผลคะแนนมาวางแผนพัฒนาผู้เรียน และมีการติดตามผลหลังจากนั้น 2-3 ปี ว่าเด็กได้มีพัฒนาการอย่างไร โรงเรียนมีวิธีการพัฒนาเช่นไร แต่ของไทยนั้นมีการประกาศผลคะแนน มีการส่งมอบคะแนนเด็กรายบุคคลไปยังโรงเรียน เพื่อวางแผนพัฒนาการศึกษา
          อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แต่ที่ผ่านมากลายเป็นว่านำผลโอเน็ตมาผูกพันกับการประเมินคุณภาพโรงเรียน ข้อสอบของโอเน็ตจะเน้นวัดความรู้เชิงคิดวิเคราะห์ ที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอิงเนื้อหา ไม่ได้เน้นเรื่องการวัดสมรรถนะหรือทักษะ พอถึงช่วงใกล้เวลาจะสอบโรงเรียนก็พยายามไปทบทวน เพื่อจะให้เด็กทำคะแนนโอเน็ตให้สูงขึ้น ภาพรวมคุณภาพของโรงเรียนจะได้ดีขึ้น แต่ลืมมองภาพที่จะต้องพัฒนาเด็กรายบุคคล ต้องทำให้โอเน็ตมีคุณค่า มีความหมาย ไม่สูญเปล่า ไม่เช่นนั้นคะแนนโอเน็ตก็จะออกมาฉาบฉวย

ทุกโรงเรียนจะมีคะแนนของเด็ก รายบุคคล ทำให้รู้ว่าเด็กอ่อนวิชาใด ก็ต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนพัฒนาเด็กให้เหมาะสม และต้องติดตามผลด้วยว่า แผนที่วางไว้เด็กเกิดการพัฒนาได้จริงหรือไม่ “เช่นโรงเรียนมัธยมรับเด็กจบ ป.6 เข้าเรียน ม.1 ก็ต้องดูข้อมูลแล้วว่าคะแนนโอเน็ตของเด็ก ป.6 จากโรงเรียนแห่งนี้เป็นเช่นไร มีวิชาใดที่ต้องเร่งเสริม ก็ต้องมาวางแผนและพัฒนาเด็กก่อนเปิดเทอม และติดตามผลต่อเนื่องว่าเข้ามาเรียนแล้วเด็กมีพัฒนาการเช่นไร ดีขึ้นหรือไม่ วิธีการพัฒนาที่วางไว้เหมาะสมหรือไม่ ตรงนี้จะช่วยอุดช่องโหว่ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาที่ตรงจุด ทั้งยังเป็นการพลิกโฉมการวัดผลและประเมินผลด้วย เพราะที่ผ่านมาจะพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยดูข้อมูลและไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ กว่าจะรู้ว่าเด็กปัญหาก็ผ่านไป 1 เทอม” อรรถพล กล่าว

Advertisement

          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการวัดผลระดับชาติขั้นพื้นฐานไม่ได้มีเพียงแค่โอเน็ตที่ดำเนินการโดย สทศ.เท่านั้น ยังมีการทดสอบระดับชาติ หรือ National Test ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย ส่วนตัวมองว่าเมื่อเป็นการวัดผลระดับชาติเช่นเดียวกัน ไม่ควรต่างคนต่างทำ แต่ควรจะเชื่อมโยงการทำงานเพื่อเกิดผลขับเคลื่อนในภาพรวม อย่างไรก็ตาม สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) อธิบายถึงภาพรวม ทั้ง 3 ระดับชั้นว่า

ภาพรวมคะแนนเฉลี่ยโอเน็ตของ ป.6 และ ม.3 ในปี 2560 ไม่ต่างจากปี 2559 เท่าใดนัก มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดย ป.6 คณิตศาสตร์ ลดลง 4 คะแนน, วิทยาศาสตร์ ลดลง 2 คะแนน, ม.3 คณิตศาสตร์ ลดลง 3 คะแนน, วิทยาศาสตร์ ลดลง 3 คะแนน, ภาษาไทย เพิ่มขึ้น 2 คะแนน ส่วนภาษาอังกฤษ เท่าเดิม สำหรับ ม.6 เมื่อเทียบกับปี 2559 มีภาษาไทยเพียงวิชาเดียวที่ถึง ครึ่ง คะแนนเฉลี่ย 52.29 คะแนน แต่ปี 2560 ลดลงเล็กน้อยคะแนนเฉลี่ย 49.25 คะแนน ส่วนภาษาอังกฤษดีขึ้น สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ เท่าเดิม และ วิทยาศาสตร์ ลดลงเล็กน้อย “ต้องนำข้อมูลโอเน็ต มาวางแผนพัฒนาเด็ก ให้เหมาะสม และติดตาม ผลว่า เด็กเกิดการ พัฒนาได้จริงหรือไม่” อรรถพล อนันตวรสกุล

ทีมข่าวคุณภาพชีวิต กรุงเทพธุรกิจ  [email protected]
        

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 24 เม.ย. 2561

You might also like