Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2574)

Advertisement

1

ทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2574)

เพิ่มเพื่อน


โรงแรมมิราเคิล
แกรนด์ คอนเวนชั่น – พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง การขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติ
ในการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง
“ทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ

Advertisement

พ.ศ.2560-2574

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม
โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี
เป็นประธานเปิดการประชุม


รมว.ศึกษาธิการ
กล่าวรายงานการจัดประชุมว่า
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
มีภารกิจหลักในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่บูรณาการศาสนา
ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬากับการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท
โดยแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดเวลาของแผนในปี 2559
เพื่อให้ทันเวลาในการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับต่อไปในปี 2560 สกศ.จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนการศึกษา
พ.ศ.2560-2574 ระยะเวลา 15 ปี
เพื่อเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ที่เน้นการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง

โดย สกศ.
ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจ
ด้านจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติดำเนินการ
ร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574 เสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงมีการจัดประชุมในวันนี้เพื่อนำเสนอทิศทางของแผนและระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในกรุงเทพฯ
และรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค
เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาปรับแก้เพิ่มเติมสาระในร่าง
กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
พร้อมจัดทำรายละเอียดของแผนต่อไป


ร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 9
ด้าน คือ

1) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา
2) ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระดับสถานศึกษา
3) ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา
4) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
5) ยุทธศาสตร์การปรับระบบและกลไกการบริหารงานบุคคล
6) ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา
7) ยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน
การวัดและประเมินผลผู้เรียน
8) ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อสนองตอบตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ
(สถาบันอาชีวศึกษา/สถาบันอุดมศึกษา)
9) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
ได้กล่าวเปิดงานมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
จากการนำเสนอความเป็นมาในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ
จะเห็นได้ว่าทุกคนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร
แต่การพัฒนาบุคลากรนั้นยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น
การระดมความคิดเห็นครั้งนี้
เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประสบการณ์ของทุกท่าน ณ ที่นี้
ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และจะเป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานสู่อนาคตอีก 15
ปีข้างหน้า
ซึ่งการเตรียมการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและระบบการศึกษาของประเทศครั้งนี้
ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
ที่จะพิสูจน์ว่าประเทศจะไปตามทิศทางที่คาดหวังไว้หรือไม่


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย
และประชาชนก็ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลในการที่จะเข้าถึงการบริการของภาครัฐ
โดยเฉพาะการเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม
เพื่อจะหลุดพ้นจากการเป็นประชากรรายได้น้อยสู่รายได้ปานกลางในอนาคตอันใกล้
ซึ่งแน่นอนว่าการศึกษาทำให้เกิดปัญญา แต่ปัญญาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
ต้องมีการสร้างเสริมบุคลากรอย่างครบถ้วนและรอบด้าน
ให้มีความพร้อมต่อบริบทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม
สิ่งสำคัญในการสร้างบุคลากร ก็คือครูและผู้บริหารทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้
ที่จะเป็นผู้สร้างบุคลากรที่ดีให้กับประเทศ
ดังนั้นครูและผู้บริหารต้องมีการเตรียมพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการและความคิดที่เกิดประโยชน์กับการสร้างแผนงานต่างๆ
เพื่อนำพาบุตรหลานไปสู่ความก้าวหน้าต่อไป
ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นในตัวครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ตลอดจนเชื่อมั่นต่อ สกศ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าจะสามารถระดมความคิดเห็น วางกรอบ และบรรจุนัยสำคัญไว้ในแผน
พร้อมขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับการปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ 20
ปีของรัฐบาล และแผนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12
ทั้งในแง่ของสังคมและเศรษฐกิจด้วย
จึงขอเป็นกำลังใจและขอบคุณที่จัดการประชุมระดมความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในครั้งนี้
และมีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในประเด็นต่างๆ
เท่าที่จะสามารถดำเนินการให้ได้

ภายหลังการเปิดประชุม
รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง
“การขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 สู่การปฏิบัติ” ดังนี้

การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ
เปรียบเสมือนเป็นแผนธรรมนูญด้านการศึกษา
ซึ่งต้องการให้เป็นกรอบการศึกษาที่มีแนวทางที่ชัดเจน
เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
และต้องยอมรับว่าจากสภาพการศึกษาของไทยจากวันนี้ไปถึงอีก 15 ปีข้างหน้า
กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้เริ่มต้นจาก 5 หรือ 6
แต่บางเรื่องเริ่มต้นจากศูนย์หรือติดลบเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นการจะวางแผนการศึกษาในอนาคตข้างหน้าอีก 15 ปี
เราต้องย้อนกลับมาดูตัวเองเพื่อทบทวนการดำเนินการที่ผ่านมา
แก้ไขปัญหาให้ได้
จึงจะสามารถวางแผนและเดินหน้าขับเคลื่อนงานการศึกษาต่อไปข้างหน้าได้


ในส่วนของร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่ สกศ.ได้ดำเนินจัดทำขึ้น
โดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน 9 ด้านนั้น
ถือว่ามีความครอบคลุมทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการเน้นย้ำใน 9
ประเด็นที่ต้องการจะเห็นอยู่ในแผนการศึกษาฉบับใหม่นี้ ได้แก่

  • หา “หล่ม”
    หรือปัญหาให้เจอ
    ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องหาให้เจอให้ได้
    เมื่อหาเจอแล้วก็ต้องจัดทำแผนออกจากหล่มภายในห้วงแรกของแผนการศึกษาชาติให้ได้
    อาทิ ประเด็นปัญหาของจุดเน้นตามกรอบการปฏิรูปการศึกษา อาทิ เรื่องของครู
    ที่มีแหล่งผลิตครูถึง 60 แหล่ง
    จะทำอย่างไรให้แต่ละแหล่งมีมาตรฐานการผลิตที่เท่าเทียมกัน เป็นต้น


  • ความเชื่อมโยงของแผนการศึกษาแต่ละกลุ่ม

    เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
    การอาชีวศึกษา และการอุดมศึกษาของทั้งภาครัฐและเอกชน
    ที่แผนงานของการศึกษาแต่ละระดับจะต้องมีความชัดเจน ต่อเนื่อง
    และสนับสนุนซึ่งกันและกัน
    โดยเฉพาะช่วงของรอยต่อในแต่ละระดับจนถึงการทำงานภายหลังจบการศึกษา อาทิ
    นักเรียนชั้น ม.6 ที่จะต้องสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
    ทั้งผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาไม่ควรที่จะต้องโทษกันว่าใครสอนดีไม่ดี
    แต่ควรที่จะจับมือเดินไปด้วยกัน สพฐ.ก็ต้องผลิตครู
    ฝึกอบรมและพัฒนาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
    ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องมีแผนในการผลิตและพัฒนานิสิตนักศึกษาอย่างเป็นระบบและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน
    โดยเฉพาะทักษะในการทำงานที่ไม่เพียงความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น
    แต่จะต้องมีทักษะในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้
    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับจ๊อบไทยดอทคอม
    และแคเรียร์วีซ่า ได้เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง
    “ช่องว่างทักษะที่สำคัญในโลกการทำงาน”
    เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่
    โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนิสิต
    นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากทั่วประเทศ

โดยมีทักษะ 7 ประการ
ที่สถานศึกษาควรเร่งพัฒนาให้นิสิตนักศึกษา ประกอบด้วย
1) ต้องกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
2) เป็นได้ทั้งผู้นำ ผู้ตาม และผู้ช่วย ในทุกสถานการณ์
พร้อมทำงานที่ท้าทาย โดยมองประโยชน์องค์กรมากกว่าประโยชน์ตนเอง
3) สามารถคิดและทำได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
4) ต้องมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ และได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้
5) มีทักษะในการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเข้าสู่การทำงาน
6) มีคุณสมบัติการทำงานแบบมืออาชีพ ตรงต่อเวลา
รักษามารยาทในการทำงานอยู่เสมอ และมีความอดทนอดกลั้น
สามารถแยกแยะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานออกได้
7) มีความสามารถในการสื่อสารที่เป็นระบบ
รู้จักลำดับความสำคัญในการสื่อสารให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจได้ในทันที
สามารถโน้มน้าวผู้รับสารให้คล้อยตามได้ และมีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ
หรือภาษาที่สาม

ดังนั้น
ขอให้ทั้งครูและคณาจารย์
ช่วยทบทวนด้วยว่าได้ให้ความรู้หรือสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้เรียนของเราหรือไม่
โดยเฉพาะการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยขอให้ช่วยส่งเสริมทักษะทั้ง 7
ด้านให้แก่นิสิตนักศึกษาด้วย
พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนการศึกษาชาติเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ
และขออย่าใช้ค่านิยมเดิมๆ ที่ทำเพียงสอนให้จบปริญญาเท่านั้น
แต่ก่อนจะจบเด็กต้องได้รับการเตรียมตัวเป็นอย่างดีด้วย


  • แผนต้องปฏิบัติได้จริง
    โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกระทรวง
    ทุกหน่วยงาน จะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดทำแผน ซึ่ง สกศ.จะต้องพิจารณาว่ามีหน่วยงานใดเกี่ยวข้องบ้าง
    จากนั้นจึงจะระบุไว้ในแผนในแต่ละช่วง ทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง
    และระยะยาว
    โดยมีสิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรับรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องส่วนใดอย่างไร
    และมีเป้าหมายหรือตัวชี้วัดในการดำเนินงานแต่ละห้วงอย่างไร
    ดังนั้นเมื่อทุกกระทรวงได้ร่วมจัดทำและรับรู้แผนดังกล่าวแล้ว
    ก็จะสามารถกลับไปทำแผนปฏิบัติในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบได้ต่อไป


  • แผนต้องดำรงความมุ่งหมาย
    แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความอ่อนตัว
    ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสภาพแวดล้อมและสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
    เพื่อให้การทำงานขับเคลื่อนมีความราบรื่น
    แต่ก็ไม่ควรจะปรับหรือเปลี่ยนแปลงเป้าหมายที่ตั้งไว้
    มิฉะนั้นจะไม่มีอะไรสำเร็จเลย

  • การกระจายอำนาจ 
    ซึ่งมีอยู่ในร่างกรอบแผนการศึกษาอยู่แล้ว
    แต่ขอให้ใช้เงื่อนไขในการดำเนินการในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน
    ไม่ควรใช้ห้วงเวลาเป็นตัวกำหนด
    ทราบว่าทุกคนคงรู้ดีถึงประสบการณ์การกระจายอำนาจที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร
    โดยคำว่า เงื่อนไข
    ในที่นี้หมายถึงต้องหาปัจจัยในความพร้อมให้ครบถ้วนชัดเจน
    และนำมาใช้เป็นตัวกำหนดการกระจายอำนาจ
    ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องทำพร้อมกันทั้งหมดในทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย
    หรือในทุกเรื่อง

  • การประเมินผล
    ควรมีการระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ในแผน
    ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานประเมินของภาครัฐหรือองค์การมหาชน
    และจะต้องปฏิบัติตามแผนด้วย
    ทั้งการประเมินตามเรื่องและห้วงเวลาที่ระบุไว้ในแผน
    การประเมินทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนนี้
    เพื่อจะได้นำผลการประเมินมาปรับปรุงแผน
    ปรับปรุงการทำงานของแต่ละหน่วยงานได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น

  • การวิจัย 
    ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในหล่ม
    จึงขอให้มีการระบุการศึกษาวิจัยไว้ในแผนอย่างเป็นรูปธรรม
    และกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยในประเด็นปัญหาและพัฒนาส่วนต่างๆ
    อย่างมีเหตุผลและมีแนวทางที่ชัดเจน
    ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อศึกษาในประเด็นต่างๆ
    ที่จะรองรับการพัฒนาประเทศต่อไป
    อย่างไรก็ตามขอเสนอให้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย
    เพื่อนำความสามารถและศักยภาพด้านการวิจัยของอาจารย์และศาสตราจารย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาของประเทศด้วย


  • การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
    ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของร่างแผนอยู่แล้ว
    และตนก็ต้องการให้มีคณะทำงานประชารัฐรวมอยู่ในแผนด้วย
    เพราะเรื่องของการศึกษามีความเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง
    ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
    ประกอบกับขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมเป็นคณะทำงานประชารัฐอยู่แล้วใน
    2 คณะ คือการจัดการศึกษาตามด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ
    และด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ

  • งบประมาณ
    ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมจัดทำแผนรายจ่ายงบประมาณร่วมกับสำนักงบประมาณอยู่แล้ว
    โดยจะคำนึงถึงสถานการณ์คลังของประเทศเป็นหลัก
    ดังนั้นการจัดทำงบประมาณของแต่ละหน่วยขอให้ตระหนักถึงส่วนนี้ด้วย
    ไม่ควรของบประมาณมากจนเกินไป
    ที่อาจจะทำให้การดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้
    อย่างไรก็ตามในส่วนของงบบูรณาการอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว

    ที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 133/2559

You might also like