Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

บทวิเคราะห์ สาระสำคัญของ (ร่าง) พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ใบประกอบวิชาชีพครู และเงินวิทยฐานะครู หายไปไหน (ตอนที่ 1 ) โดย ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา 086-8686810

Advertisement

0

บทวิเคราะห์ สาระสำคัญของ (ร่าง) พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ใบประกอบวิชาชีพครู และเงินวิทยฐานะครู หายไปไหน (ตอนที่ 1 ) โดย ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา 086-8686810

เพิ่มเพื่อน

ประเด็นเชิงวิเคราะห์ ทั้งหมด 6 ประเด็นดังนี้ครับ

* วิชาชีพ กับ วิชาชีพชั้นสูง ต่างกันอย่างไร

* เมื่อไม่มีคำว่า “เงินวิทยฐานะ” ในข้อกฎหมายหลัก ก็จะให้แปลความเป็นอื่นได้อย่างไร

*  “ใบรับรองความเป็นครู” แทน “ใบประกอบวิชาชีพครู” ได้หรือไม่

* เมื่อไม่มี “ใบประกอบวิชาชีพ” จะได้รับ “เงินวิทยฐานะ” หรือไม่

* บุคลากรทางการศึกษาอื่น ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารการศึกษา มีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่

* องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนวิชาชีพ มีบทบาท อำนาจหน้าที่อย่างไร

“เงินวิทยฐานะครูจะยังคงอยู่สำหรับครูรุ่นปัจจุบันเท่านั้น ส่วนครูรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปหรืออาจจะไม่มี โดยการพิจารณาจากมาตรา ๓๗ ประกอบมาตรา ๙๙  ว่า ไม่มีการระบุคำว่า “เงินวิทยฐานะ” ไว้ ส่วนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ไม่พบว่าจะมีเงินวิทยฐานะ หรือไม่ อย่างไร”

——————————————————-

ประเด็นย่อยที่ 1- วิชาชีพ กับ วิชาชีพชั้นสูง ต่างกันอย่างไร

Advertisement

ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อยกระดับ “อาชีพครู” ให้เป็น “วิชาชีพครู” และต่อเนื่องให้เป็น “วิชาชีพชั้นสูง” มิใช่ดำเนินงานเพียง ๒ ปี เหมือนคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา แต่เป็นระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ จนปัจจุบันนี้มีผู้ให้ความสนใจประกอบข้าราชการครูจำนวนมาก นับเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า วิชาชีพครู เป็นอาชีพที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ภาคภูมิใจ มีเกียรติยศ ฐานะ ชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งในสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ดีขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ มิใช่จะได้มาเพราะระยะเวลาของการรับราชการ แต่ได้มาเพราะการสั่งสมคุณงามความดีในการปฏิบัติหน้าที่ที่ปลูกฝัง อบรมบ่มนิสัยให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นคนดี มีความสามารถในการประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเองได้ดี

ความเป็นวิชาชีพชั้นสูงของวิชาชีพครูได้เดินบนเส้นทางประวัติศาสตร์การต่อสู้จนประสบความสำเร็จ สามารถบรรจุสาระสำคัญในกฎหมายหลักของชาติได้ คือ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ที่กำหนดให้ “วิชาชีพครู” เป็น “วิชาชีพควบคุม” หรือ “วิชาชีพชั้นสูง”

คำว่า “อาชีพ” (Career) เป็นกิจกรรมที่ต้องทำให้สำเร็จโดยมุ่งหวังค่าตอบแทนเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น  คำว่า “วิชาชีพ” (Profession) เป็นอาชีพให้บริการแก่สาธารณชนที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญเป็นการเฉพาะไม่ซ้ำซ้อนกับวิชาชีพอื่นและมีมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพต้องฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเพียงพอก่อนที่จะประกอบวิชาชีพ สำหรับ“วิชาชีพชั้นสูง” หมายถึง วิชาชีพที่ผู้ประกอบวิชาชีพย่อมต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูง เพราะมีผลกระทบต่อผู้รับบริการและสาธารณชน จึงต้องมีการควบคุมการประกอบวิชาชีพเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้รับบริการและสาธารณชน โดยผู้ประกอบวิชาชีพต้องประกอบวิชาชีพด้วยวิธีการแห่งปัญญา (Intellectual Method)  อบรมมาอย่างเพียงพอ (Long Period of Training)  มีมาตรฐานวิชาชีพ (Professional Autonomy)  มีจรรยาบรรณของวิชาชีพ (Professional Ethics)  มีสถาบันวิชาชีพ (Professional Institution)  และมีองค์กรวิชาชีพ (Professional Organization)

มีคำถามว่า กฎหมาย พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ ได้กำหนดหลักคิด หลักการ และแนวปฏิบัติไว้สอดคล้องกับหลักวิชาการดังกล่าวเพียงใด อยู่ในมาตราใด

ประเด็นย่อยที่ 2- เมื่อไม่มีคำว่า “เงินวิทยฐานะ” ในข้อกฎหมายหลัก ก็จะให้แปลว่ากระไรได้

ในเมื่อ มาตรา ๓๗ บัญญัติว่า “ให้ครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ และครู ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนอื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้น” ไม่มีคำว่า “เงินวิทยฐานะ” ก็จะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เงินเดือน ก็คือเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ก็คือเงินประจำตำแหน่ง แต่เงินวิทยฐานะ คือเงินประจำตัวบุคคลที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ ประกอบกับ มาตรา ๓๕ วรรคสาม “ผู้ช่วยครูใหญ่ที่ทำหน้าที่ช่วยงานบริหารหรือธุรการอาจแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิใช่เป็นครูก็ได้” ก็ยิ่งชัดเจนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูใหญ่ ไม่ควรจะมี “เงินวิทยฐานะ” เพราะไม่ได้มีการสะสมความเชี่ยวชาญในวิชาชีพครู ผู้ช่วยครูใหญ่ จะมีการสะสมความเชี่ยวชาญในความเป็นครูได้อย่างไร ก็ในเมื่อ “ไม่ได้เป็นครู”

คำถามมีว่า จะเป็นไปได้อย่างไร ผู้ช่วยครูใหญ่ ไม่ได้มาจากครู ลองพิจารณา มาตรา ๓๕ วรรคสี่ “ให้คณะกรรมการนโยบายกำหนดให้มีแนวทางในการสรรหา คัดเลือก และจัดการอบรมและพัฒนาครูใหญ่หรือผู้ช่วยครูใหญ่ให้มีความรู้ และความสามารถในการบริหารสถานศึกษา ตามความจำเป็น” ทำให้มองเห็นเส้นทางการเข้าสู่ตำแหน่งของ “ครูใหญ่” ได้ว่า จะต้องมาจาก “ผู้ช่วยครูใหญ่” เมื่อ “ผู้ช่วยครูใหญ่” ไม่ได้มาจากครู ก็แปลว่า ในอนาคตเราอาจจะมี “ครูใหญ่” ที่มิใช่ “ครู” ก็ได้ ทั้งนี้ เพราะคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมกับคณะกรรมการโดยส่วนใหญ่ ไม่มีผู้แทนของครู อาจจะมีบ้างในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ แต่ก็มาจากการสรรหาของคณะกรรมการนโยบาย จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่า จะทำหน้าที่เป็น “ผู้แทนของครู” ได้ดี เข้าใจความเป็นครู

หลายท่านอาจจะเห็นต่างว่า ในเมื่อบัญญัติต่อท้ายมาตรา ๓๗ ว่า “….และค่าตอบแทนอื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้น” อาจจะมีการกำหนดไว้ในกฎหมายระดับรองลงไปก็ได้ ซึ่งก็เท่ากับว่า จะให้เรื่อง “เงินวิทยฐานะ” ไปตายเอาดาบหน้า มีความหวังลมๆ แล้งๆ เท่าที่ปรากฏแนวคิดในกฎหมายฉบับนี้ ก็ชี้ชัดแล้วว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับครูเท่าที่ควรจะเป็น

คำว่า “เงินวิทยฐานะ” ปรากฏในมาตราอื่นหรือไม่ ลองพิจารณา มาตรา ๙๙ “ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี และมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามอัตราเดียวกับที่ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ” ก็แปลว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อน พรบ.นี้ประกาศใช้ก็ขอให้มีเงินวิทยฐานะต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า จู่ๆ จะไปออกกฎหมายตัดสิทธิของคนที่เคยมีเคยได้ ก็เป็นไปไม่ได้ นั่นแปลว่า ครูรุ่นใหม่ น่าจะไม่ได้รับสิทธิ์รับ “เงินวิทยฐานะ” อาจจะรวมถึงครูที่มีที่ยังไม่มีวิทยฐานะ หรือ ครู คศ.1-2 ในขณะนี้ด้วยหรือไม่ ในตัวบทของกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ชี้ชัด

มาตรา ๑๓ การจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐาน (๑๐) การเลื่อนวิทยฐานะหรือเลื่อนตำแหน่งของครู ให้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงานที่สะท้อนพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ และความสามารถในความเป็นครู

จะเห็นได้ว่า ในมาตรา 37 ไม่มีการระบุคำว่า “เงินวิทยฐานะ” ดังความในมาตรา 99 ซึ่งหมายถึงผู้ที่ได้รับเงินวิทยฐานะอยู่เดิมก่อนกฎหมายฉบับนี้จะใช้บังคับก็ให้มีเงินค่าวิทยฐานะดังเดิม ส่วนครูที่ยังไม่มีเงินวิทยฐานะ หรือครูรุ่นใหม่ หลังจากนี้ไป จะไม่มีเงินวิทยฐานะ ใช่หรือไม่ หากมีเช่นเดิม จะปรากฏอยู่ในมาตราใด ข้อความว่าอย่างไร ทำไมไม่ระบุไว้ในมาตรา 37

แล้วพบกันในประเด็นถัดไปครับ

ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา 086-8686810

You might also like