Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ปฏิรูปการศึกษาไทย ไปทางไหน ?

Advertisement

ถึงวันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าคุณภาพการศึกษาของเรากำลังถดถอยลงเมื่อ
เทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันทั้งที่เราพยายามผลักดันให้เด็กเรียนเยอะ
ขึ้น เน้นวิชาการมากขึ้น แต่ปัจจัยต่าง ๆ
เหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาของประเทศเราพัฒนาไปเท่าที่ควร

“คำถามคือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?”

เมื่อหันกลับมามองปัญหาที่เกิดขึ้นกับการศึกษาไทย
โดยเริ่มให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา จึงพบว่า
มีปัจจัยหลายด้านที่ยังคงต้องคิดวิเคราะห์เพื่อหาทางออก เช่น
การกำหนดนโยบาย และการให้การสนับสนุนต่าง ๆ
จากรัฐบาลรวมทั้งเรื่องของการเปิดโอกาสให้บุคลากรทางด้านการศึกษาผู้ซึ่ง
เห็นและเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ได้เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายร่วมกับ
รัฐบาล

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลาย ๆ
นโยบายของรัฐบาลเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้ระบบการศึกษาไทยไม่สามารถพัฒนาอย่าง
ที่คิด หนึ่งในนั้นคือนโยบายการนำมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
ออกนอกระบบเพื่อเป็นการลดภาระความรับผิดชอบ และค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
โดยไม่คำนึงผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หลาย ๆ
มหาวิทยาลัยเริ่มให้ความสนใจกับปริมาณของนักศึกษามากกว่าคุณภาพที่จะได้รับ
จึงไม่แปลกที่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในวันนี้จะเกิดความล้มเหลวโดย
สิ้นเชิง

แต่หากจะพูดถึงเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดเรื่องหนึ่งของการศึกษาไทยคือ
ระบบการศึกษาไทยไม่ได้เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และใช้งานได้จริง
รูปแบบการเรียนการสอนของไทยทุกวันนี้ยังคงเน้นการท่องจำ
และการอัดทฤษฎีเข้าสู่ “สมอง” มากกว่าเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์
หรือทักษะการนำทฤษฎีและความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือการ
ดำเนินชีวิต

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษาจะต้องกลับมามองว่า
เรามาถูกทางแล้วหรือยัง ?
ทำไมสิ่งที่เราทำกันมาไม่ได้ช่วยให้ระบบการศึกษาของประเทศชาติพัฒนาขึ้น ?
และนั่นคือคำถามที่จะต้องเก็บไปคิดเพื่อหาคำตอบ

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนถือว่าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ
เป็นอันดับแรกของวงจรการปฏิรูปการศึกษาโดยมุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาที่
เหมาะสม ผสมผสานกับการมุ่งพัฒนาเด็กให้สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
มีทักษะในการนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน
และแก้ปัญหาต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี

ทั้งนั้น ควรเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
และส่งต่อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปยังระบบการศึกษาเพื่อให้ครูอาจารย์
ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญบ่มเพาะขัดเกลา และผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ
ทั้งทางด้านความรู้ ความคิด และจิตใจกลับคืนสู่สังคม

เพราะเราเชื่อว่า “ต้นไม้ที่ดีจะให้เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่พร้อมจะเจริญงอกงามต่อไป”


แหล่งที่มาของข้อมูล : คอลัมน์ Education Ideas โดย ผศ.ดร.ทศนัย ชุ่มวัฒนะ มหาวิทยาลัยรังสิต ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน 2558 

You might also like