Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

“ปลัด ศธ.”โต้เพิ่งลดเรียน”สช.-ผอ.ร.ร.”ชี้เด็กพอใจขอ”เสริมสวย-ทำอาหาร”

Advertisement

0

ปลัด
ศธ.โต้ข้อมูลผู้ตรวจราชการฯที่ระบุกิจกรรม ลดเวลาเรียนฯ ของ ดาว์พงษ์ 
ไม่เวิร์กในพื้นที่ภาคอีสาน ย้ำยังเป็นช่วงแรกของนำร่อง จัดส่งทีมสมาร์ท
เทรนเนอร์เข้าช่วยแล้ว

กรณีโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกือบ 4,000 โรงเรียน
นำร่องกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ตามนโยบายของ พล.อ.ดาว์พงษ์
รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยดีเดย์ไปเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558
และผลการติดตามกิจกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของผู้ตรวจราชการ ศธ.พบว่า
ครูส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและไม่ถนัดการออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงหลักสูตรสู่
การปฏิบัติในช่วงเพิ่มเวลารู้
ทำให้กิจกรรมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่หวังให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้
อีกทั้งครูมองว่าเพิ่มภาระงาน
ขณะที่ผู้ปกครองหวั่นว่าเด็กเรียนไม่ครบหลักสูตร ส่วนโรงเรียน ขยายโอกาส
เด็กมาเรียนไม่ทันเพราะโรงเรียนจัดตารางเรียนเร็วขึ้น และโรงเรียน
ขนาดเล็กขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรม จนต้องขอรับการสนับสนุนจาก
ผู้ปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และชุมชนนั้น

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. เปิดเผยว่า
ขณะนี้เป็นช่วงแรกของการนำร่อง ปัญหาการดำเนินงานจึงอาจมีอยู่บ้าง
เพราะบางโรงเรียนยังไม่เข้าใจแนวทางการปฏิบัติตามนโยบาย
จึงมีปัญหาเรื่องการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน เช่น
การเปิดเพลงให้เด็กฟังหรือให้เด็กเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว
ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ศธ.ได้ส่งทีมสมาร์ทเทรนเนอร์เข้าไปช่วยแก้ปัญหา
ปรับกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำร่อง
หากหวังจะเห็นผลทันทีคงยังไม่ชัดเพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
แต่ที่ผ่านมามีการทยอยรายงานผลและเก็บข้อมูลมาโดยตลอด
ผลตอบรับส่วนใหญ่ค่อนข้างดี เด็กมีความสุขในการเรียนเพิ่มมากขึ้น ครู
ผู้ปกครองและชุมชนก็มีความสุขไปด้วย นอกจากนี้ยังมีองค์กรต่างๆ
ทั้งภาครัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมจัดกิจกรรม
บางกิจกรรมเด็กยังสามารถนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ อาทิ งานฝีมือ
หัตถกรรม ทั้งนี้ จะสรุปผลและปรับกิจกรรมใหม่ ในช่วงปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง
โดยปีการศึกษา 2559 ศธ.ตั้งใจจะขยายผลโรงเรียนนำร่องเพิ่มเป็น 60%
ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย”
ปลัด ศธ. กล่าว

นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)
กล่าวว่า ในส่วนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
(สช.) ได้นำร่องโครงการนี้ 216 โรง โดย
สช.ได้ให้แต่ละโรงเรียนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมเองตามความเหมาะสมของบริบท
โรงเรียน แต่จะต้องเป็นไปตามหลัก 4H ได้แก่ Head (สมอง) Heart (จิตใจ)
Hands (การปฏิบัติ) Health (สุขภาพ) และหลักพหุปัญญา
จากการประเมินผลการดำเนินงานผ่านระบบออนไลน์และการลงไปประเมินผลในพื้นที่
จริง พบว่าผลตอบรับเป็นที่น่าพึงพอใจ
นักเรียนมีความสุขกับการเรียนเพิ่มมากขึ้น
ผู้ปกครองเองก็มีความสุขที่เห็นบุตรหลานมีความสุขในการเรียน
ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น

นายอดินันท์กล่าวต่อว่า ในภาคเรียนที่ 1/2559 สช.จะขยายผลนโยบายลดเวลาเรียน
เพิ่มเวลารู้ ไปยังทุกโรงเรียนในสังกัด สช. ทั่วประเทศ ให้ได้ 100%
หรือเกือบ 4,000 โรงเรียน
เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน
ยังได้ทำคู่มือกิจกรรมเพื่อช่วยให้แต่ละโรงเรียนออกแบบกิจกรรมได้อย่างเหมาะ
สม คาดว่าจะจัดส่งคู่มือไปทุกโรงเรียนในสังกัด
สช.ประมาณช่วงกลางเดือนมกราคม นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ผู้ปกครอง
สถานประกอบการ หรือโรงเรียนนอกระบบที่มีการเรียนการสอนวิชาชีพต่างๆ อาทิ
สอนเสริมสวย งานช่าง การทำขนม ภาษาต่างประเทศ เป็นต้น
เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้
เป็นภารกิจของโรงเรียนที่จะต้องดึงหน่วยงานเหล่านี้เข้ามาร่วมทำงาน
แต่จะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง

นางอรรัมภา โพธิ์แดง ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบัว (เพ่งตั้งตรงจิตรวิทยาคาร)
กรุงเทพฯ สังกัด สพฐ. กล่าวว่า
โรงเรียนได้เริ่มนโยบายนี้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2558 ได้ผลตอบรับที่ดี
เด็กชอบและสนุกกับการทำกิจกรรม มีความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากโรงเรียนใช้กิจกรรมที่ง่ายและเด็กสนใจมากระตุ้นในการเรียนรู้ อาทิ
เด็กสนใจอยากเรียนเสริมสวย โรงเรียนก็ได้เชิญวิทยากรท้องถิ่นเข้ามาสอน
ทำให้เด็กได้รับความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้อีก ทั้งนี้ สพฐ.
ได้ติดตามผลการดำเนินงานมาโดยตลอด
ทางโรงเรียนก็ประเมินผลงานและความพึงใจเด็กกับครูเป็นระยะๆ โดยในวันที่ 4
กุมภาพันธ์ จะมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากกิจกรรมที่ทำในช่วงลดเวลาเรียน
เพิ่มเวลารู้ เพื่อประเมินความพึงพอใจจากผู้ปกครองอีกด้วย

นางอรรัมภากล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาที่พบ
คือเด็กบางส่วนยังไม่คุ้นชินกับการเรียนการสอนแบบใหม่
อาจเพราะเป็นช่วงเริ่มต้น
ภาคเรียนต่อไปเด็กน่าจะปรับตัวและสามารถพัฒนาได้ตามลำดับ
ส่วนที่ว่าบางโรงเรียนยังไม่สามารถจัดกิจกรรมได้เหมาะสมนั้น
คิดว่าขึ้นอยู่กับการดำเนินงาน บางโรงเรียนที่ยังไม่เข้าใจ
ก็จะจัดกิจกรรมชุมนุมหรือให้งานเด็กไปทำ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
แต่โรงเรียนบางบัวฯทำเรื่องนี้มาโดยตลอด เดินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด
อีกทั้งมีสมาร์ทเทรนเนอร์เข้ามาช่วยคิดและตรวจสอบรูปแบบกิจกรรม นอกจากนี้
ผู้บริหาร ครูและทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีความเข้าใจ การลดเวลาเรียน
เพิ่มเวลารู้ ถึงจะไปรอดและพัฒนาเด็กได้อย่างแท้จริง

 

ที่มา มติชน ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 2559 (กรอบบ่าย)

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

You might also like