Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ปิดฉาก รื้อคดี”ครูจอมทรัพย์” ศาลฎีกายกคำร้อง

Advertisement

ศาลฎีกา ยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีของ”ครูจอมทรัพย์” ที่เคยถูกจำคุกในคดีขับรถประมาทชนคนตาย เนื่องจากพยานของฝ่ายผู้ร้องไม่น่าเชื่อถือ และเป็นพยานหลักฐานเดิม

Advertisement


เพิ่มเพื่อน

           วันนี้( 17 พ.ย.) เวลา 13.30 น. ศาลฎีกา ได้พิพากษายกคำร้องนางจอมทรัพย์  แสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร   ที่ขอให้รื้อฟื้นคดีที่เธอถูกพิพากษาจำคุกในข้อหาขับรถประมาทชนคนตาย ขึ้นมาพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลจังหวัดนครพนมใช้เวลาในการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ร้อง คือ ครูจอมทรัพย์และฝ่ายอัยการผู้คัดค้าน ฟังนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง

             โดยเหตุผลที่ศาลฎีกาพิพากยกคำร้องของนางจอมทรัพย์ เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำมาสืบในช่วงระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. ที่ผ่านมา ในการขอรื้อฟื้นคดีนั้นเป็นพยานหลักฐานเดิมและคำเบิกความของพยานฝ่ายผู้ร้อง ไม่น่าเชื่อถือ   

            ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลฎีกา ได้มีการย้อนไปถึงคดีเดิมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นคดีที่มีการขับรถชนคนตายโดยประมาท ซึ่งเหตุเกิดเหตุขึ้นที่ อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม และนำไปสู่การติดคุกของนางจอมทรัพย์ และต่อมานางจอมทรัพย์ ไดยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบในช่วงระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. ในช่วงการรื้อฟื้นคดี ทั้งพยานที่ได้จากการตรวจสอบรถยนต์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร และพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่นำสืบเป็นพยานหลักฐานเดิมทั้งสิ้น  

            ศาลฎีกา ยังเห็นว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายผู้ร้อง ได้อ้างถึงนายสับ วาปี  ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4  รับคำร้องรื้อฟื้นคดี แต่ทว่าในการสืบพยานในคดีรื้อฟื้นกลับไม่มีการนำนายสับ วาปี มาเบิกความในชั้นศาลขณะที่พยานบุคคลอื่น คือ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์  ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นการพิจารณาคดีของศาลทั้ง 3 ครั้ง ไม่น่าเชื่อถือ เพราะว่าให้การวกวนไปมาและไม่เหมือนเดิมทั้ง 3 ครั้ง ในขณะที่พยานคนอื่นๆ เช่น นางทองเรศ วงศ์ศรีชา  ซึ่งนางทัศนีย์  อ้างว่าเป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเธอมาในวันเกิดเหตุ ก็ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดคดีขึ้นแต่ปรากฏตัวขึ้นในภายหลัง ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือที่สามารถสนับสนุนให้เห็นได้ว่า สิ่งที่พยานให้การในชั้นสอบสวนนั้นเป็นความจริง 

             นอกจากนี้ศาลฎีกา ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนายสับ วาปี รวมทั้งรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่นายสับ อ้างว่าได้ขับไปชนนายเหลือ พ่อบำรุง ไม่ใช่รถของครูจอมทรัพย์ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในคำให้การของนายสับ วาปี  ที่เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนและรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ โดยในสำนวนคดีนายสับ อ้างว่าได้ขับรถออกไปซื้อไม้ยูคาฯเพื่อนำมาขายแต่ช่วงเกิดเหตุนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อไม้ แต่กลับบอกว่าไปขับรถชนคนตายในวันเกิดเหตุ ซึ่งศาลฯได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำให้การของนายสับ วาปี มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

            อีกทั้งในวันพิจารณาคดีรื้อฟื้นระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. นายสับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำัญที่จะเป็นคนให้รายละเอียดในการรับสารภาพกลับไม่มาเบิกความในชั้นศาล ทำให้ศาลฯเห็นว่า นี่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการซักค้านจากฝ่ายผู้คัดค้าน คือ อัยการ ทำให้คำร้องขอรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ถูกยกคำร้องในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : คมชัดลึก และ ภาพจากมติชน

Advertisement

You might also like