Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา 9/2558

Advertisement




ผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา
9/2558

เพิ่มเพื่อน

Advertisement



สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)



– พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่
9/2558
เมื่อวันศุกร์ที่
7 สิงหาคม
2558 ระหว่างเวลา
13.30-17.45 น. ณ
ห้องประชุมกำแหง พลางกูร
โดยมี
พลเอก
สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล
ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ร่วมประชุม


เห็นชอบแนวทางการผ่อนคลายหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รมว.ศึกษาธิการ
กล่าวว่า
จากการที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช
2551

เป็นหลักสูตรที่บังคับให้สถานศึกษาทุกขนาดทุกประเภทใช้เหมือนกัน
ทั้งจำนวนชั่วโมงในการสอนแต่ละกลุ่มสาระ
และบังคับให้ใช้ทุกตัวชี้วัดกับทุกระดับทุกกลุ่มสาระเหมือนกันทุกโรงเรียน
โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละโรงเรียน


ที่ประชุมจึงมอบให้คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้
ซึ่งมีนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานอนุกรรมการฯ
ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่
25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยมีผู้แทนจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ครู ศึกษานิเทศก์
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา
ผู้ดูแลหลักสูตร
และผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา จาก
4 ภูมิภาคเข้าร่วมประชุม
ซึ่งได้ข้อสรุปถึงแนวทางการผ่อนคลายหลักสูตรดังกล่าว
แล้วนำมาเสนอให้ที่ประชุมครั้งนี้ได้พิจารณา


ที่ประชุมพิจารณาแล้ว
มีมติเห็นชอบแนวทางการผ่อนคลายหลักสูตรดังกล่าวใน
2 ประเด็น
คือ


1)
การผ่อนคลายจำนวนชั่วโมงที่สอนในแต่ละกลุ่มสาระ/แต่ละชั้นปี

ควรให้สถานศึกษากำหนดจำนวนชั่วโมงเองตามสภาพปัญหาและบริบทของตน
แต่ต้องมีจำนวนชั่วโมงรวมครบถ้วนและจำนวนวันที่จัดการเรียนการสอนครบ
200 วันต่อปีการศึกษา


ทั้งนี้
การผ่อนคลายจำนวนชั่วโมงสอนดังกล่าว
ในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้
เพราะจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
สามารถนับชั่วโมงได้จากทั้งใน/นอกห้องเรียน
และการยืดหยุ่นของจำนวนชั่วโมงที่สอนในแต่ละสาระนั้น
ถือว่าเอื้อประโยชน์ให้กับสถานศึกษาในการปรับเปลี่ยนเวลาให้สาระต่างๆ
ตามปัญหาหรือจุดเน้นของแต่ละโรงเรียนได้


ข้อดีของการผ่อนคลาย คือ
ครูสามารถคิดรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ๆ
และหลากหลายมากขึ้น ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน
และตรงกับจุดเน้นของสถานศึกษา ผู้ปกครอง
รวมทั้งความต้องการของชุมชน
ตลอดจนส่งผลให้เกิดเป็นชุมชนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู
เพราะครูจะได้มาทำงานวิชาการร่วมกัน
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้น


2)
การผ่อนคลายการวัดผลทุกตัวชี้วัด

โดยให้นำตัวชี้วัดออกให้หมดไปไว้ในภาคผนวก
ไม่บังคับใช้ และให้นำเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลผู้เรียนข้อ 2

“ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนด”

ออกไป ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
เพราะในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น
ครูไม่เพียงพอ หรือโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ครบทุกตัวชี้วัดได้

ดังนั้น
ข้อดีของการผ่อนคลายการวัดผลทุกตัวชี้วัด
ก็จะเอื้อให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถบูรณาการวิชาการต่างๆ
ได้

ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ก็สามารถมีจุดเน้นในสาระวิชาสำคัญๆ
ของโรงเรียนได้
ทั้งยังจะช่วยให้ครูคิดรูปแบบใหม่ๆ

ในการสอนโดยไม่ยึดติดกับตัวชี้วัดหรือวิธีการนับเวลาเรียนตามแบบเดิม

ตลอดจนเป็นการเปิดโอกาสให้ครูสามารถสอนแบบบูรณาการได้อย่างเต็มที่ เพราะจะ
ไม่เกิดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสารเพื่อการวัดผลตามตัวชี้วัดแบบเดิมๆ
อีกต่อไป

นอกจากนี้
การมีตัวชี้วัดหลักๆ
ที่เหมือนกันทั่วประเทศ

เป็นตัวชี้วัดที่มีลำดับขั้นของเกณฑ์ขั้นต่ำที่นักเรียนแต่ละคนควรมีในแต่ละ
สาขาวิชาและตามจุดเน้นของแต่ละสถานศึกษา

ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ครูสามารถสอนแบบบูรณาการได้

ทั้งนี้
ที่ประชุมขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(สพฐ.) นำข้อสรุปและแนวทางดังกล่าวไปพิจารณาออกประกาศ เรื่อง
การผ่อนคลายหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
ให้มีผลใช้บังคับภายในภาคเรียนที่
2 ปีการศึกษา
2558 รวมทั้งให้ สพฐ.จัดเตรียมแนวทางการปฏิบัติไปสู่สถานศึกษา ทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาต่อไปด้วย



การพิจารณาร่าง
พ.ร.บ.ส่งเสริมสถานศึกษานิติบุคคลในกำกับ

ที่ประชุมได้พิจารณาหารือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสถานศึกษานิติบุคคลใน
กำกับ
พ.ศ. ….

ตามที่คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาได้เสนอ

โดยมีหลักการเพื่อให้เป็นกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมให้สถานศึกษาของรัฐและ
เอกชนที่จัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่า
ปริญญา
มีความเป็นอิสระและมีความคล่องตัว

สามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ทั้งนี้ ได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการ
2 รูปแบบที่สำคัญ คือ
ควรดำเนินการในรูปแบบโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคลแบบเดียวกับที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
หรือรูปแบบการเป็นสถานศึกษาที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ
ตามที่เสนอ

อย่างไรก็
ตาม
ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ
จึงขอให้คณะอนุกรรมการฯ

นำความเห็นจากที่ประชุมไปพิจารณาปรับปรุงให้เกิดความรอบคอบและถี่ถ้วน

รวมทั้งให้เชิญผู้ที่ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้มาหารือถึงแนวทางรูปแบบของการ
เป็นสถานศึกษานิติบุคคลที่เหมาะสมว่า

ควรเลือกใช้รูปแบบใดหรือควรพิจารณาดำเนินการทั้ง
2 รูปแบบ

แต่สิ่ง
สำคัญคือ

ควรจะต้องคำนึงถึงความสมัครใจและความพร้อมของแต่ละสถานศึกษา

รวมทั้งนำปัญหาการเป็นนิติบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและ
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ซึ่งรัฐมนตรีหรือหน่วยงานส่วนกลางไม่มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแล

ต่างไปจากรูปแบบของรัฐวิสาหกิจที่แม้จะเป็นนิติบุคคล
แต่ก็ยังมีเจ้าของเข้ามากำกับดูแล เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ
กล่าวด้วยว่า เมื่อกล่าวถึงการกระจายอำนาจ
จะมองไปที่การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความอิสระและความคล่องตัวของสถานศึกษาเป็นส่วนใหญ่
แต่สิ่งที่คนมักไม่ค่อยพูดถึงคือ
เมื่อกระจายอำนาจไปแล้ว
เกิดผลดีต่อวิชาการหรือคุณภาพการเรียนการสอนมากขึ้นได้อย่างไร
จึงให้คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายการศึกษา
นำความเห็นหลากหลายจากที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไข
และให้นำเสนอที่ประชุมพิจารณาครั้งต่อไป



การพิจารณาร่าง
พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ


ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ
พ.ศ. ….
ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายการศึกษา
ที่ได้มีการหารือร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา
สภาปฏิรูปการศึกษา


แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับแก้ในรายละเอียดอยู่บ้าง
เช่น
ประเด็นการเสนอชื่อบุคคลเป็นกรรมการเฉพาะเรื่อง
ประเด็นอำนาจหน้าที่หลักของคณะกรรมการและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ
ประเด็นสำนักงานฯ ควรเป็นส่วนราชการ
ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ฯลฯ

ทั้งนี้
ให้คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายการศึกษา
นำความเห็นจากที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไข และนำเสนอที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบครั้งต่อไป

บัลลังก์
โรหิตเสถียร


ขอบคุณ : ข่าวสำนักรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

You might also like