Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2559

Advertisement

0



ศึกษาธิการ
– พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เป็นประธานการประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันพุธที่ 15
มิถุนายน 2559


ที่ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ขององค์กรหลัก
สรุปดังนี้


สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(สกอ.)



ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามโครงการสำคัญของ สกอ.

3 ส่วน
คือ



1)


ระบบบริหารงานวิจัยภายใน สกอ. 


ปัจจุบันมีบุคลากรวิจัยจำนวน

59,674
คน แบ่งเป็นศาสตราจารย์ 607 คน
รองศาสตราจารย์
5,584 คน ผู้ช่วยศาสตราจารย์
12,112 คน และอาจารย์ 41,371
คน โดยในปี
2559 สกอ.ได้รับจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนประมาณ 2.2 ล้าน
บาท
เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการอุดมศึกษา อาทิ
โครงการทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่
อาจารย์รุ่นกลาง วุฒิเมธีวิจัย เมธีวิจัยอาวุโส
และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น

โครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไข
ปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม
(Talent Mobility)
เป็นต้น


ทั้งนี้


ในส่วนของระบบบริหารงานวิจัย สกอ.
ได้มีฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อสนับสนุนภารกิจที่สำคัญ
3
ด้าน ได้แก่



ด้านการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย 

มีโครงการที่สำคัญคือ
โครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
9
แห่ง ตาม Super Cluster

ของรัฐบาล อาทิ ด้านเกษตรและอาหาร ด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านสังคม และด้านสุขภาพ เป็นต้น


– ด้านการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 
มีโครงการที่สำคัญคือ
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี,
โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก เป็นต้น



– ด้านสนับสนุนการวิจัยสู่ความเป็นเลิศ




 ภายใต้โครงการพัฒนาบัณฑิตศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในรูปแบบของศูนย์ความเป็นเลิศ (
Centre
of Excellence : CoE) ด้านต่างๆ จำนวน 11

ศูนย์ เช่น
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย เป็นต้น


2)

ความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา
ไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาค
อุตสาหกรรม
(Talent Mobility)
 
ปีงบประมาณ

2559 ใน 3
กิจกรรม คือ



การจัดสรรทุนสนับสนุนวิจัย  ให้กับโครงการที่ผ่านการคัดเลือกใน
4 รอบ รวม
14 โครงการ
พร้อมเปิดรับข้อเสนอโครงการเพิ่มเป็นรอบที่
5
โดยนักวิจัยสามารถยื่นข้อเสนอได้ภายใน
15
กรกฎาคมนี้




การเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรวิจัยก่อนไปปฏิบัติร่วมกับภาคเอกชน

 โดยได้คัดเลือกหน่วยงานในมหาวิทยาลัย 9 แห่ง
ที่จะเป็นหน่วยจัดฝึกอบรมโครงการ
Talent Mobility
ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมนี้
ซึ่งมีเนื้อหาการฝึกอบรมทั้งด้านงบประมาณ งานธุรการ
การจัดการทรัพย์สินทางปัญหา ตลอดจนการถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี



– การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ
Talent Mobility

ของสถาบันอุดมศึกษา
  ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
เรื่อง การสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงานโครงการ
Talent Mobility
ในสถาบันอุดมศึกษา
ประจำปี 2559
ระหว่าง สกอ.กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ
และสถาบันอุดมศึกษา
13

แห่ง
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถของการผลิตภาคอุตสาหกรรม
พัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย และพัฒนางานวิจัยในระดับที่สูงขึ้น
ตลอดจนนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในการทำงาน


3)
รายงานผลการดำเนินการโครงการทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์
เพื่อพัฒนาศักยภาพของกองทัพและการป้องกันประเทศ
 
ซึ่ง สกอ.ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับกองทัพบกเมื่อปี
2558
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนานักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ในสถาบันอุดมศึกษา
ให้กองทัพบกนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์
และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนวัตกรรมจากต่างประเทศ ซึ่งในปี
2559
มีผลการดำเนินงานคือ
ได้มีการจัดพิธีส่งมอบผลงานโครงการวิจัยด้านยุทโธปกรณ์
เพื่อพัฒนาศักยภาพของกองทัพและการป้องกันประเทศให้กับกองทัพบกจำนวน
14 โครงการ
พร้อมทั้งได้พิจารณาคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ฯ
เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยในปี
2559
รวม
18 ทุน วงเงิน 44

ล้านบาท



สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.)



ที่ประชุมรับทราบ
รายงานการยกระดับการศึกษาให้กับพนักงานรักษาความปลอดภัย
(รปภ.) ให้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น


 ซึ่งสำนักงาน
กศน.ได้เปิดรับสมัครเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีพนักงาน รปภ.ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมยกระดับการศึกษา
ในปีการศึกษา

1/2559
รวม 2,716 คน แบ่งเป็นหลักสูตร กศน.ปี 2551 แบบพบกลุ่ม 1,923
คน (ประถมศึกษา 233 คน,
มัธยมศึกษาตอนต้น
812 คน, มัธยมศึกษาตอนปลาย
878 คน) และหลักสูตร กศน.ปี 2551
แบบทางไกล 60 คน (ประถมศึกษา
8 คน, มัธยมศึกษาตอนต้น 49
คน, มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 คน)

ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นพนักงาน รปภ.จากจังหวัดนครราชสีมามากที่สุด จำนวน
1,290 คน รองลงมาคือกรุงเทพฯ จำนวน 555
คน



สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)




ที่ประชุมรับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา



ตามที่
สอศ.รายงาน  โดยเน้นมาตรการป้องกัน ดังนี้



1
)
จำแนกนักเรียนนักศึกษา


ได้ให้มอบสถานศึกษาจัดทำข้อมูลนักเรียนนักศึกษา
จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเฝ้าระวัง
และกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อจัดส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เพื่อหารือแก้ไขปัญหาแบบเจาะลึกร่วมกับผู้ปกครองเป็นรายบุคคลต่อไป



2
)
จัดระบบติดตามการเข้าเรียน

ได้จัดระบบการตรวจรายชื่อเด็กที่มาเข้าเรียน
และหากมาสายก็จะติดต่อกลับไปยังผู้ปกครองทันที



3
)
ป้องกันรุ่นพี่



มีการเพิ่มมาตรการป้องกันรุ่นพี่ไม่ให้เข้ามาในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด



4
)
การดำเนินการเมื่อเกิดเหตุ

ขอให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุทะเลาะวิวาทโดยทันที



5
)
ปรับปรุงมาตรการของสถานศึกษา



ได้แจ้งให้ทุกสถานศึกษาปรับปรุงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทใหม่
พร้อมจัดส่งมายัง สอศ.ภายในสัปดาห์หน้า



6
)
ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทุกสถานศึกษาได้มีความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เป็นรายแห่ง
เพื่อหารือมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน



7
)
จัดอบรมป้องกัน


ขณะนี้เตรียมจัดฝึกอบรมละลายพฤติกรรมนักศึกษา ปวช.1
ในวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยง จำนวน 850 คน
เนื่องจากเด็กที่ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเด็กชั้นปีที่ 1
และตั้งแต่ปีการศึกษา 2558


ได้ส่งเด็กกลุ่มเสี่ยงเข้าร่วมโครงการทวิภาคี
เพื่อทำงานกับภาคเอกชนในสถานประกอบการและตอบโจทย์เรียนแล้วมีรายได้
ซึ่งจะช่วยลดการก่อเหตุทะเลาะวิวาทได้อย่างเป็นรูปธรรม


8)
กำหนดพื้นที่ดูแลร่วมอาชีวะภาครัฐและเอกชน



ภายหลังมีการรวมอาชีวะภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน


ส่งผลให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหามีความคล่องตัวและเข้าถึงกันมากขึ้น
พร้อมเตรียมกำหนดพื้นที่ดูแลร่วมกับเอกชนอย่างเข้มข้นต่อไป



รมว.ศึกษาธิการ

เปิดเผยกับสื่อมวลชนเพิ่มเติม เกี่ยวกับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา บริเวณหน้าห้างเมเจอร์รังสิต อ.ธัญบุรี
จ.ปทุมธานี รวมทั้งกรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้น จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตนั้น
เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้สึกเสียใจและไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. สถานศึกษาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ได้มีความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจัง
และไม่มีการละเว้นโทษกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายทุกคน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้ข้อค้นพบที่สำคัญคือ
ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นเพียงเด็กระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
ชั้นปีที่ 1 ซึ่งเพิ่งเข้ามาเรียนเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
ประกอบกับสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างจังหวัดปทุมธานี กับเขตดอนเมือง
กรุงเทพฯ
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองพื้นที่ดำเนินการเป็นอย่างดี และในช่วง 2
ปีนี้ไม่มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นเลย แต่ต้องยอมรับว่าครั้งนี้
อาจจะเกิดช่องว่างในเชื่อมโยงการทำงานในช่วงของรอยต่อของพื้นที่
ที่ต้องมีการหารือร่วมกันเพื่อให้เกิดความการเชื่อมโยงและอุดช่องว่างต่างๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป


ทั้งนี้ ได้กล่าว
ฝากไปยังนักเรียนนักศึกษาทุกคนว่า
“การบังคับใช้กฎหมายสำหรับผู้กระทำความผิดจะไม่มีการละเว้น
หากเยาวชนทำผิดก็ต้องรับโทษตามขั้นตอนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
และขอยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล
ซึ่งขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นกัน
ดังนั้นการก่อเหตุใดๆ ในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะ
ซึ่งจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ขอให้คิดให้ดี
คิดให้หนักมากกว่าปกติ สำหรับเด็กที่เพิ่งเข้ามาเรียน ปวช.1
ซึ่งยังมีวุฒิภาวะน้อยและอาจถูกรุ่นพี่ชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย
เพราะรุ่นพี่ก็มีทั้งที่เป็นเด็กดีเรียบร้อย และไม่เรียบร้อย
ทั้งที่เรียนจบ เรียนไม่จบ แต่ต้องออกก่อนเวลา
จึงขอเน้นสถานศึกษาเน้นดูแลรุ่นพี่ที่ยังไม่เรียนไม่จบเป็นพิเศษด้วย”

 




นอกจากนี้ มีประเด็นรายงานความก้าวหน้าของ
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
(สกศ.)

เกี่ยวกับประเด็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ด้านการผลิตพัฒนาและการใช้ครู
ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ
และรายงานความก้าวหน้าของ
สำนักงานปลัดกระทรวง
กระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

ในการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ


2559


ของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558
ซึ่งในภาพรวมกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 517,076.4657
ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้วจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จำนวนทั้งสิ้น
351,954.0719 ล้านบาท หรือคิดเป็นเบิกจ่ายไปแล้วร้อยละ 68
ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 77


ที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 251/2559 ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2559