Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ผลวิจัยทักษะอังกฤษ เด็กไทยรั้งท้าย

Advertisement

0

Advertisement

อดีต ผอ.ดับบลิวทีโอ ระบุมหา ลัยในศตวรรษที่ 21 ต้องกล้าลงทุน
ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เศร้าใจที่ผ่านมาไทยลงทุนเยอะ
แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง เผยผลวิจัยทักษะภาษาอังกฤษเด็กไทย ติดอันดับที่ 55
จาก 60 ประเทศ

วันนี้ (2 มี.ค.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ศาลายา ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ปาฐถกาเกียรติยศ
ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ 9 เรื่อง
“มหาวิทยาลัยอุดมคติในศตวรรษที่ 21” ในงาน “วันครบรอบ 47 ปี
วันพระราชทานนาม 128 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล” ตอนหนึ่งว่า โลกศตวรรษที่ 21
เป็นโลกที่เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องมีความใกล้ชิด
แต่ก็มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งในส่วนของการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษา
หากจะเป็นมหาวิทยาลัยอุดมคติในศตวรรษที่ 21 ได้ ต้องมีปัจจัยสำคัญ คือ
การเรียนการสอนต้องให้อิสระทางความคิด มีการลงทุนด้านการวิจัย
เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์
ซึ่งการลงทุนในคนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก โดยนักเศรษฐศาสตร์พบว่า
การศึกษาทำให้คนมีประสบการณ์ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ยิ่งคนมีการศึกษาสูงจะช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรม และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งระดับประเทศและระดับโลก

Advertisement

“ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการศึกษาไม่แพ้ชาติใดในโลก คิดเป็น 4%
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือ 20% ของงบประมาณประเทศ
ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก แต่ผลที่ได้รับกลับน่าเศร้าที่สุด
โดยล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
สรุปว่าการบริหารศึกษาไทยล้มเหลวที่สุด ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ
ซึ่งไม่มีความเท่าเทียมกันระหว่างคนในชนบทและในเมือง
โดยเด็กในเมืองมีโอกาสเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา สูงกว่าเด็กชนบทถึง 6
เท่า และความไม่เท่าเทียมนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี
นอกจากนี้การสนับสนุนด้านวิจัยของประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ 0.25 %ของจีดีพี
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ 1-2% จึงเป็นเรื่องน่าอับอายมาก
แต่จากการพูดคุยกับ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มีแนวโน้มว่าจะขยับงบฯวิจัยเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
แต่การทำงานวิจัยต้องให้โยงกับความต้องการของเอกชนด้วย” ดร.ศุภชัย กล่าว

ดร.ศุภชัย กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว
ซึ่งคนไทยพร้อมทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องภาษาอังกฤษ
ดังนั้นต้องส่งเสริมภาษาอังกฤษ และภาษาประเทศเพื่อนบ้านให้มาก
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสถาบันแห่งหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ได้ทำการวิจัยทักษะภาษาอังกฤษของเด็กในประเทศที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่
สอง 60 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยอยู่อันดับที่ 55 ซึ่งตนรู้สึกรับไม่ได้
เพราะที่ผ่านมาไทยลงทุนด้านการเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก
แต่ผลลัพธ์กลับต่ำลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ตนเห็นด้วยที่ไทยกำลังผลักดันให้เกิดศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ
แต่เรายังขาดแคลนบุคลากรจำนวนมาก
ดังนั้นเราจึงต้องไม่ควรกลัวเรื่องการไหลเข้ามาของกลุ่มอาชีพทั้ง 8 สาขา
โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์
เพราะจะได้มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญช่วยกันคิดค้น
และพัฒนางานวิจัยทางการแพทย์เพิ่มขึ้น.“

อ่านต่อที่ : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559 เวลา 14:12 น.