Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

พัฒนาเด็ก…ต้องให้เรียน พร้อมทำกิจกรรม

Advertisement

0

อดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ
ชี้ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ให้ได้ผลต้องทบทวนหลักสูตรให้เหมาะสม แนะตั้ง
สมศ. ดูแลหลักสูตรคู่ประเมิน ด้านที่ปรึกษา สสค.
ย้ำเด็กจะพัฒนาต้องบูรณาการเรียนกับกิจกรรมเข้าด้วยกัน


วันนี้ (17 ธ.ค.)ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ
กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาเรื่อง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ :
การศึกษาไทยมาถูกทางแล้วหรือยัง”เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า
การนำนโยบายดังกล่าวไปใช้ให้เกิดผลต้องทบทวนหลักสูตรให้มีความเหมาะสมด้วย
เช่น ระดับประถมศึกษา ให้มีโครงสร้างเวลาเรียนในชั้นเรียน 600 ชั่วโมง
และกิจกรรมนอกชั้นเรียน 400 ชั่วโมง โดยใช้แนวทางการเรียนรู้ด้วยโครงงาน
นอกจากนี้ควรจัดตั้งหน่วยงานที่กำหนดหลักสูตร ติดตาม และประเมินหลักสูตร
เพื่อให้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก
โดยต้องเป็นหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น
ฐาน (สพฐ.) ซึ่งอาจจะแปรรูปสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ.) ให้ทำหน้าที่ดูแลหลักสูตรควบคู่กับการประเมินก็ได้

Advertisement

ด้าน ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่
ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.)
กล่าวว่า นโยบายลดเวลาเรียนฯ
ควรเป็นการบูรณาการการเรียนการสอนกับการทำกิจกรรมเข้าด้วยกัน
เพื่อพัฒนาทุกด้านของเด็กไปพร้อมกัน ไม่ควรจัดแบบแยกส่วนกัน
พร้อมกันนี้อยากให้ สพฐ. เน้นการทำงานแบบนักวิชาการ มีปรัชญา
และมีหลักการในตีความนโยบายจากฝ่ายการเมืองมาสู่การปฏิบัติ
ขณะเดียวกันควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดการเรียนการสอนภายใต้
นโยบาย ต้องไม่ใช่การสั่งการ

ดร.ราตรี ศรีไพรวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง
สิงหเสนี) กล่าวว่า การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
ผู้บริหารและครูต้องวิเคราะห์และเข้าใจหลักการของนโยบาย
และนำมาทำให้เกิดความหลากหลายในเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละ
โรงเรียน โดยเน้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และรู้จักตนเอง. “

อ่านต่อที่ : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสที่ 17 ธันวาคม 2558 เวลา 15:15 น.