Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ฟื้น”ครูใหญ่-อจ.ใหญ่” การศึกษาไทย-วนไป

Advertisement

แวดวงการศึกษาฮือฮาเมื่อ “หม่อมเหลน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ป้ายแดงเข้ารับตำแหน่งได้เพียง
2 วัน ได้ให้สัมภาษณ์ โชว์ไอเดีย เตรียมเสนอ นพ.ธีระเกียรติ
เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ฟื้นตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนใหม่
โดยกลับไปใช้ตำแหน่ง ครูใหญ่Ž และ อาจารย์ใหญ่Ž
จากปัจจุบันกำหนดมาตรฐานตำแหน่งว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษาŽ

แนวคิดหม่อมเหลนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ทั้งฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่คัดค้าน…

เพิ่มเพื่อน

ม.ล.ปนัดดาเล่าถึงการฟื้นตำแหน่งครูใหญ่
และอาจารย์ใหญ่ ว่า การกำหนดมาตรฐานตำแหน่งใหม่อาจเป็นเรื่องยาก
เพราะจะต้องไปปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น
คงไม่ไปทำอะไร ความหมายคืออยากให้ดำรงรักษา 2 คำนี้ไว้ในหัวใจของทุกคน
ไม่อยากให้นักเรียน และครู รวมถึงผู้อำนวยการสถานศึกษาทุกคนลืมคำว่าครูใหญ่
และอาจารย์ใหญ่

“ช่วงหลังคนจะลืมตำแหน่งครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่
ดังนั้น ผมจึงอยากให้ช่วยกันดำรงรักษา 2
คำนี้ไว้ให้เป็นเกียรติประวัติกับลูกหลาน นักเรียน และครู
ได้มีความภาคภูมิใจ อีกทั้งอยากให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาทุกคนจดจำ 2
คำนี้ไว้ในหัวใจ ว่าไม่ได้มีแค่หน้าที่บริหารเท่านั้น
แต่ขอให้ทำหน้าที่เป็นครูคนหนึ่ง อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม
รวมถึงให้มีความรัก และสามัคคี ด้วยความรักความเมตตา
คำว่าครูใหญ่และอาจารย์ใหญ่มีความหมายลึกซึ้ง โดยจะหารือกับ
นพ.ธีระเกียรติขอให้ช่วยรณรงค์ให้ 2
คำนี้ดำรงอยู่ในกรอบความคิดของคนไทยต่อไปŽ” ม.ล.ปนัดดากล่าว

ขณะที่ นายศรีชัย พรประชาธรรม
รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
ย้อนอดีตที่มาของการยกเลิกตำแหน่งครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่ ว่า
เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปฏิรูประบบบริหารราชการของ ศธ.
ยุบรวมการบริหารงานจาก 14 กรม หรือ 14 องค์ชาย เหลือ 5 องค์กรหลักของ
ศธ.ในช่วงปี 2547 ทำให้ต้องปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกัน
หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 ปรับแก้มาเป็น
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547

หนึ่งในสาระสำคัญที่มีความเปลี่ยนแปลงใน
พ.ร.บ.ใหม่คือ การกำหนดตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จากเดิมที่ใช้ ครูใหญ่
อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วยครูใหญ่ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่
และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน มาเป็น รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และ
ผู้อำนวยการสถานศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากเสียงเรียกร้องของนักวิชาการ
และคนในแวดวงการศึกษายุคนั้น
อยากเห็นวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงเช่นเดียวกับกลุ่มแพทย์
ประกอบกับความน้อยเนื้อต่ำใจของผู้อยู่ในตำแหน่งครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่
มักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านนอก
ต่างจากผู้อำนวยการโรงเรียนมักจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่า

Advertisement

ดังนั้น
เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ
จึงยกเลิกตำแหน่งทางการบริหารจากเดิมที่ใช้ระบบการจำแนกตำแหน่งตามขนาดโรงเรียนเล็ก
กลาง ใหญ่ คือ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียนตามลำดับ
มาใช้ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาเท่ากันหมด มีเส้นทางการเติบโต
การทำผลงานทางวิชาการ หรือวิทยฐานะ มี 4 ระดับ คือ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ
เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน
แต่หากเติบโตตามระบบจำแนกตำแหน่งเช่นเดิม
ครูใหญ่จะเทียบเท่ากับข้าราชการระดับ 3-5
อาจารย์ใหญ่เทียบเท่าข้าราชการระดับ 6-7
ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนจะเทียบเท่าข้าราชการระดับ 7-8

นางประพันธ์ศิริ สุเสารั
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)
กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ
ศธ.เห็นคุณค่าในความหมายของคำว่าครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่
แต่เราเดินมาไกลแล้ว หากจะรณรงค์ให้ครู หรือนักเรียนกลับไปใช้คำเรียกเดิม
คงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งยังต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีค่านิยม
และให้การยอมรับกับคำว่าผู้อำนวยการมากกว่า
เดิมเรากำหนดตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนว่าครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่
และผู้อำนวยการโรงเรียน มีความรับผิดชอบตามขนาดโรงเรียน
และมีฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน
อีกทั้งคำว่าผู้อำนวยการก็มีความหมายกว้างมากกว่าการเป็นครูสอน
แต่ยังมีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียนให้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ไม่ว่างบประมาณ อาคารสถานที่ ไปจนถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน

“สังคมไทยส่วนใหญ่มักจะยอมรับ
และรู้สึกภาคภูมิใจกับคำว่าผู้อำนวยการมากกว่า
หากเปรียบเทียบก็เท่ากับนายอำเภอ หรือข้าราชการระดับ 7-8
ทำให้สมัยก่อนเกิดปัญหาครูใหญ่ และอาจารย์ใหญ่ วิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง
ทำผลงาน ตกแต่งตัวเลขนักเรียนเกินจริง เพื่อให้ได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
เพื่อแก้ปัญหานี้
รัฐบาลในช่วงนั้นจึงกำหนดตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาให้เท่าเทียมกันหมด
เพื่อลดการวิ่งเต้น ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนขนาดเท่าใด
ก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้น
แม้ทุกวันนี้จะพบแล้วว่าการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งดังกล่าว
ไม่สามารถแก้ปัญหาการวิ่งเต้นได้ แต่กลับเป็นการแก้ปัญหาหนึ่ง
เพื่อนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่งก็ตามŽ” นางประพันธ์ศิริกล่าว

แต่กระนั้น การที่ ศธ.จะกลับไปเรียกผู้บริหารโรงเรียนว่า ครูใหญ่Ž หรือ อาจารย์ใหญ่Ž หรือไม่ หรือจะยังคงใช้ ผู้อำนวยการŽ ต่อไป

ทั้งหมดทั้งมวลคงไม่สำคัญเท่าคนเหล่านี้มีจิตวิญญาณของความเป็นครูหรือไม่
มีหัวจิตหัวใจจะพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน
และพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยหรือไม่

ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกขานเลิศหรูแค่ไหน หากหลงลืมหัวใจ ไม่มีประโยชน์

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก : หนังสือพิมพ์มติชน

Advertisement

You might also like