Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ยึดหลักการใด..สอนอย่างไร..เรียนอย่างไร..

Advertisement

ยึดหลักการใด..สอนอย่างไร..เรียนอย่างไร..

เพิ่มเพื่อน

การบริหารจัดการ “เรื่องการศึกษา”นั้น เป็นกระบวนการ “Process”
ที่มีทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จทางการศึกษา มีหลักการ
มีหลักวิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์ เรียกว่า “ทฤษฏีการศึกษา Education Theory”
มิใช่เรื่องที่จะนึกฝันไป แล้วสั่งการ หรือ ลงมือทำงาน “อย่างมั่วๆ”..

Advertisement

Advertisement

1.อริยสัจสี่, ปฏิจจสมุปบาท,อายตนะหก ซึ่งเป็นความจริงของชีวิต เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ พุทธวิธีในการศึกษาหาความจริง..ฯลฯ

>>>พุทธวิธี Buddhist Approach
ครอบคลุมหลักการทั้งหมดของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่
21.เป็นจิตวิทยาการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และพัฒนาความรู้
ตลอดจนการนำความรู้นั้นไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันทุกกระบวนการ<<< 2.ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ของ B.F.Skinner >>>ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ของ B.F.Skinner ใช้ในการ
“ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส”ของผู้เรียนไปสู่พฤติกรรมอันพึงปรารถนาโดยใช้ทั้ง
วิธีการ “อบรมบ่มนิสัย และ กิจกรรมแห่งการเรียนรู้ Learning Activity”
ควบคู่กันไป เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ “ย่อมมีแนวคิดอยู่เบื้องหลัง”
การสร้างสำนึกที่ดี “ด้วยวิธีการเชิงบวก หรือ กิจกรรมเสริมแรงใจ Positive
Reinforcement” จะสร้างทัศนคติเชิงบวก “ใจ Mind” ซึ่งเป็น “ตัวเจตนา
Intent.”สั่งการให้เกิดพฤติกรรม คือการแสดงออกต่างๆนาๆนั้น
ย่อมเป็นไปในทางดีงามอันพึงประสงค์นั้นด้วย<<< 3.ทฤษฎีปัญญานิยม Cognitive Theory >>>ทฤษฎีปัญญานิยม Cognitive Theory คือ ความรู้ ความจำ
และความเข้าใจของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในสมอง
และจิตใจของเขา ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า
เขามีมากน้อยเท่าไร..”ตราบใดที่เขายังไม่มีโอกาสแสดงออกมาให้เห็นเป็น
ประจักษ์”..และการเรียนการสอนก็มักใช้วิธีบอกเล่า
และการอธิบาย..เพื่อให้ผู้เรียนได้จดจำ..แต่ไม่นานก็ลืมเลือนไปโดย
ธรรมชาติ..เพราะสิ่งที่ผู้เรียนได้รับนั้น คุณครูได้ไปจำมาจากคนอื่น
แล้วมาเล่าให้เขาฟัง..ดังนั้น สิ่งที่เขาได้รับ
“จึงเป็นความรู้ของคนอื่น..ไม่ใช่ความรู้ของเขาเอง”
จึงลืมง่ายเป็นธรรมดา…<<< 4.ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของตัวผู้เรียนเอง Constructivist Theory >>>ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของตัวผู้เรียน
เอง Constructivist Theory เป็นการรวบรวมเอา ทฤษฏีต่างๆมา “บูรณาการ
Integrated” ร่วมกัน และปรับปรุงแก้ไขข้อด้อยต่างๆของทฤษฏี
ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ของ B.F.Skinner,ทฤษฎีปัญญานิยม Cognitive Theory,
และกฎแห่งการทำซ้ำ ของ Edward L. Thorndike กลายเป็นทฤษฏีการศึกษาที่สามารถ
“ทำให้ผู้เรียนสร้างปัญญาเป็นของตนเอง” โดยการให้ผู้เรียน
ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง นั่นหมายความว่า ผู้เรียนจะต้อง
“ทำกิจกรรมการเรียนรู้”ด้วยตนเอง เรียกว่า Learning by doing
ซึ่งวิธีการนี้ เรียกว่า Child Centered หรือ Learner Centered
นั่นเอง..สำหรับ “ตัวกิจกรรม”นั้น คุณครูอาจออกแบบเอง
หรือเรียนรู้จากของจริง จากธรรมชาติ หรือจากปรากฏการณ์, เหตุการณ์,
หรือแหล่งเรียนรู้ใดๆก็ได้ ตามวัตถุประสงค์
และตัวชี้วัดของการเรียนรู้<<< 5.กฎแห่งการทำซ้ำ ของ Edward L. Thorndike >>>กฎแห่งการทำซ้ำ ของ Edward L. Thorndike ใช้สำหรับ
“การฝึกทักษะ Skill Practice” เช่น ทักษะทางภาษา ทักษะทางด้านกีฬา ดนตรี
ทักษะทางด้านสังคม ทักษะวิชาชีพ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางคณิตศาสตร์
และทักษะอันสำคัญยิ่งที่เรียกว่า “ทักษะชีวิต Life Skill”..ทักษะ
เป็นความชำนาญที่สามารถตอบสนองได้อย่างอัตโนมัติ
เกิดจากการฝึกฝนตนเองเท่านั้น..ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยวิธี
อื่น<<< การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21. มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน” และปัญญาของผู้เรียนนั้นย่อมสามารถแสดงออกในรูปของปรัชญาการเรียนรู้ “3R และ 7C” ที่สามารถสรุปออกมาให้เข้าใจง่ายๆว่า คนมีปัญญาเป็นของตนเอง คือ คนที่ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น และแก้ปัญหาได้.. ทฤษฏีต่างๆเหล่านี้ “มีตัวแปร” ก็จริงอยู่..เป็นตัวแปรของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป..แต่เชื่อเถิดว่า “ธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน” ดังนั้น “วิชาครู” เหล่านี้จึงเป็น “หลักคิด” หลักอ้างอิงในกระบวนการเรียนรู้ และการบริหารจัดการ การศึกษาได้อย่างมั่นคง ในการนำทฤษฏีเหล่านี้มาใช้นั้น จะต้อง “นำมาปรับใช้” ให้เป็นปัจจุบันเสมอ ทั้งในเรื่องของ วิชาการ และจิตวิทยาการเรียนรู้ แนวโน้ม และค่านิยมของยุคสมัย เป็นการเรียนรู้จากโลกแห่งความเป็นจริง Real World ที่คุณครูควรโน้มน้าวใจให้ผู้เรียน “ได้เรียนรูด้วยตนเอง ทำเอง รู้เอง จึงเกิดปัญญาเป็นของตนเอง คือ Learning by doing อย่างจริงจัง ผู้เขียนได้กราบเรียนต่อกัลยาณมิตรอยู่เสมอว่า “การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ก็คือ การเรียนรู้ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ และตัวชี้วัด “Objective and Indicator” มากที่สุด” ดังนั้น คุณครูก็ต้องเลือก “วิธีสอน”ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด ก็จะเกิดผลดีต่อการเรียนรู้สร้างปัญญาของผู้เรียน… จึงขอสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า… หน้าที่อันสำคัญยิ่งของสถานศึกษาและคุณครู 3 ประการคือ 1.การสอนคนให้มีปัญญา..2.การสอนความรู้และวิชาชีพให้แก่คน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตให้เกิดความสุขความเจริญ..3.การ เป็นโค้ชสอนทักษะให้แก่คนเพื่อให้ใช้ทักษะที่ได้รับการฝึกฝนนี้สร้างคุณค่า แก่ตน ครอบครัว และสังคม.. สำหรับตัวผู้เรียน.. “เพื่อให้สามารถสร้างปัญญาที่เป็นของตนเอง” ก็จำเป็นต้อง “เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ หรือ “เรียนแบบ..Learning by doing” ด้วย “กาย และ ใจ”ของตนเอง เป็น 3 รูปแบบเช่นกัน คือ 1.การเรียนรู้ส่วนบุคคล Personal Learning เพราะปัญญาที่ถูกสร้างขึ้นนั้น เป็นปัญญาที่อยู่ในตัวบุคคล..2.เรียนรู้จากกลุ่มการเรียนรู้ Group Learning เพื่อ “ฝนความรู้”ที่ได้จากการเรียนส่วนบุคคลให้แหลมคมยิ่งขึ้น ด้วยกระบวนการกลุ่ม, การระดมความคิด Brainstorming และ การเรียนแบบช่วยเหลือเกื้อกูล และการเรียนรู้ร่วมกัน Cooperative and Collaborative Learning เพื่อสร้าง Innovation เพื่อการนำเสนอผลงาน ซึ่งอาจเป็นผลผลิตทางวัตถุสิ่งของ หรือ การรายงานความรู้ด้านต่างๆก็ได้…และ 3.การฝึกทักษะต่างๆ ซึ่งเป็นความจำเป็นสูงสุดของการเรียนรู้ในยุคการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21.เรียกว่า “การเรียนรู้เพื่อชีวิต Learn for life” นั่นเอง…. ขอบคุณบทความดีๆ
จาก สุทัศน์ เอกา…………………บอกความ

You might also like