รมว.ศึกษาธิการ สดุดี คุรุวีรชน เหยื่อไฟใต้-ยุคโควิดฝากครูดูแลเด็ก

338

รมว.ศึกษาธิการ สดุดี คุรุวีรชน เหยื่อไฟใต้-ยุคโควิดฝากครูดูแลเด็ก

รมว.ศึกษาธิการ สดุดี คุรุวีรชน เหยื่อไฟใต้-ยุคโควิดฝากครูดูแลเด็ก
รมว.ศึกษาธิการ สดุดี คุรุวีรชน เหยื่อไฟใต้-ยุคโควิดฝากครูดูแลเด็ก

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่โรงแรมโรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จังหวัดปัตตานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในโอกาสเป็นนประธานพิธีรำลึก คุรุวีรชน ชายแดนใต้ ครั้งที่ 12 ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทําให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ด้วยความเสียสละ และต้องสดุดีและแสดงความคารวะต่อคุณความดีของครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่เสียชีวิตทั้ง 183 ท่าน รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ ที่ได้อุทิศตนเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตเข้าแลกไว้ เพื่อทำให้การศึกษายังดำรงคงอยู่

เพิ่มเพื่อน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ต้องขอบคุณสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ ที่ได้เชิญตนมาเป็นประธานเปิดงาน “รำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ ครั้งที่ 12” ในครั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้ความสำคัญรับฟังและติดตามสถานการณ์การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด รู้สึกเข้าใจและเห็นใจถึงความยากลำบากของเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงน้อง ๆ ลูกหลานนักเรียนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ที่ต้องประสบและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เหตุการณ์เหล่านี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพียงแต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเรา ไม่ว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ต้องเข้ามาดูแลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน การดำรงชีวิต สิ่งใดที่ยังขาดเหลือต้องมาช่วยกันเติมให้เต็ม ให้พี่น้องในจังหวัดชายแดนใต้ สามารถเข้าถึงโอกาสในด้านต่าง ๆ ได้ไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ

“แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะค่อย ๆ ทุเลาลงไปบ้างแล้ว แต่ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนใต้ ตลอดจนทุกภูมิภาคทั่วประเทศต้องประสบพบเจอไม่ต่างกัน คือเรื่องของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จึงฝากไปยังเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานการณ์ในเวลานี้ คือทำอย่างไรให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ ครูต้องเปลี่ยนจาก “ผู้สอน” มาเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” ที่จะคอยจุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา สร้างให้ชุมชนและสังคมของเขา เป็น “ห้องเรียนชีวิต” เพื่อที่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคม เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสามารถนำพาประเทศเข้าสู่การแข่งขันได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว.

ขอบคุณเนื้อหาจาก At HeaR

เรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติม กู้ยืมเงิน ทุนหมุนเวียน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565