รัฐบาลวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวสู้โควิด-19 “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” มั่นใจสินค้ามีเพียงพอ

1405

รัฐบาลวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวสู้โควิด-19 “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” มั่นใจสินค้ามีเพียงพอ

วันนี้ (20 มี.ค. 2563) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล  นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์   คณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแพทย์ รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข   และนายคมสัน ขวัญใจธัญญา  รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลงดเดินทางออกต่างจังหวัด งดการพบปะสังสรรค์ กิจกรรมนอกบ้านหรือเลื่อนการเดินทางในช่วงนี้ออกไปก่อน เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19  สำหรับหน้ากากอนามัย ปัจจุบันสามารถผลิตได้วันละ 2,000,000 ชิ้น ถึง 2,280,000 ชิ้น จัดสรรให้บุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 1,300,000 ชิ้น ให้ประชาชนจำนวน 900,000 กว่าชิ้น  นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยร่วมกับผู้นำท้องถิ่น จิตอาสา ทำหน้ากากอนามัยทางเลือกยอดสะสม 12,800,000 ชิ้น มีเป้าหมายจะทำให้ถึง 50 ล้านชิ้นภายในสิ้นเดือนนี้  กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน  ศูนย์ฝึกบ้านปราณี จัดทำหน้ากากผ้าได้ 8 แสนชิ้น  องค์กรทหารผ่านศึก  โรงเรียนช่างฝีมือทหาร ชมรมแม่บ้านของหน่วย ทำหน้ากากอนามัย 230,000 ชิ้น และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อีกจำนวน 200,000 ชิ้น  นอกจากนี้ ยังเข้มข้นแนวทางป้องกัน โดยกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 3 ประเด็นสำคัญได้แก่ 1) การพิจารณาระงับปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว  2) ห้ามอนุญาตให้มีการเล่นการพนันตามกฎหมายทุกประเภท อาทิ การพนันชนไก่ กัดปลา ชกมวย แข่งท้าชนโค 3) พิจารณาสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดทั้งหมด ซึ่งสั่งปิดไปแล้ว จำนวน 23,373 แห่ง จนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาด ในประเทศจะคลี่คลาย

โอกาสนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่อยากให้ประชาชนไปยึดติดกับคำว่าปิดประเทศ ขอให้เน้นมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ชะลอการระบาดการแพร่กระจายในประเทศให้ได้มากที่สุด ชาวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยทั้งช่องทางทั้งทางบก-น้ำ-อากาศ ต้องมีใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 3 วัน กรมธรรม์ประกันสุขภาพ มูลค่า 1 แสนเหรียญขึ้นไป เมื่อถึงไทยก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและกักกันเพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการ 14 วัน กรณีคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศไม่ว่าประเทศใดจะมีทีมไทยแลนด์เข้าไปประสานในเรื่องของใบรับรองแพทย์และมีกระบวนการกักกันเพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการเช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการคัดกรองเชื้อโควิดจากต่างประเทศเข้มข้นขึ้น จะลดเชื้อที่มาจากต่างประเทศได้มาก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการประชุมหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งคณะแพทย์เห็นด้วยกับมาตรการสั่งปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถานบันเทิงต่างๆ ของรัฐบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังขอประชาชนงดการเคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายตนเองออกจากพื้นที่ “หยุดเชื้อ อยู่บ้าน เพื่อชาติ” ให้ถือเป็นแคมเปญระดับประเทศไทยเช่นเดียวกับที่ประเทศต่างๆ ที่ดำเนินการขณะนี้ พร้อมวอนประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันตนเอง เว้นระยะห่างในสังคม ไม่ออกจากบ้าน ซึ่งสามารถช่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในสมรภูมิรบด่านหน้าปะทะกับเชื้อ ทุกหน่วยงานได้เตรียมการรองรับและหากถึงจุดที่มีความจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการที่จะต้องยกระดับไปด้วยกัน

ต่อมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยในแต่ละประเทศนั้นว่าขึ้นอยู่กับระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ วันนี้ ไทยมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 50 ราย รวมเป็น 322 ราย กลับบ้านแล้ว 43 คน จำนวนผู้ติดเชื้อที่รักษาตัวอยู่นั้นมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สำหรับผู้ป่วยใหม่ 50 คนนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 41 คนเป็นผู้ป่วยที่สัมผัสกับผู้ป่วยรายเดิมตามการสัมผัสทางระบาดวิทยา เช่น สนามมวย สนามบันเทิง และอีกกลุ่ม คือ ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ขณะนี้พบผู้ป่วยทั้งหมด 24 จังหวัด โดยพบผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เชียงใหม่และปัตตานี จึงขอความร่วมมือประชาชน งดการเดินทาง รักษาระยะห่างทางสังคม (social distance) และรักษาระยะห่างส่วนตัว (personal distance) ลดการแพร่กระจายไวรัสโควิด – 19

จากนั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรคโควิด-19 ว่า เป็นโรคอุบัติใหม่แพร่กระจายไปทั่วโลกและคงจะอยู่กับอีกในระยะยาว ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ระยะยาว ออกมาตรการเพื่อรองรับและลดความสูญเสีย เหตุผลที่พยายามชะลอการระบาดของโรคให้ช้าที่สุด เพื่อรอยา  วัคซีน ออกมารองรับ  พบว่าผู้ป่วย ร้อยละ 80 อาการไม่หนัก ปัจจุบันมียาสำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตแล้ว แต่ยังคงมีปริมาณจำกัด ดังนั้น รัฐบาลกำลังเจรจาที่จะซื้อยาจากจีน และคาดว่าในอนาคตจะมียาชุดอื่นในการรักษาออกมาอีก  กรณีผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง สามารถปรับใช้ยาขนานอื่นที่มีหรือผลิตในประเทศรักษาได้  กรณีเตียงผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ว่าอาการมากหรือน้อยจะให้นอนพักที่โรงพยาบาล เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดออกไป   รัฐบาลจะมีมาตรการเสริมเตียงผู้ป่วยหากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น กรณีอาการไม่มากหรือรอกลับบ้าน  โรงพยาบาลจะใช้สำหรับผู้ที่มีอาการหนักหรือวิกฤต เช่น ห้องความดันลบที่มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดลอดไปตามอากาศ ทั้งนี้ โรคนี้ติดต่อทางการสัมผัส ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ห้องความดันลบ แต่ควรแยกห้องออกจากผู้ป่วยปกติ  สำหรับระบบแพทย์ แพทย์ทั่วไปสามารถดูแลผู้ป่วยที่อาการไม่หนักได้ ไทยมีระบบออนไลน์ให้แพทย์สามารถใช้ปรึกษาหารือแนวทางการรักษาได้  กรณีผู้ป่วยที่วิกฤตหรือต้องใช้เครื่องมือพิเศษถึงจะจำเป็นต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เชื่อว่าบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ  ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำศึกมักมีการสูญเสีย จะทำอย่างไรให้สูญเสียน้อยที่สุด จึงจะต้องใช้กลยุทธ์ วางแผนทุกอย่างให้สมดุล การลดการกระจายเชื้อเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขอให้พี่น้องประชาชนดูแลตนเองให้แข็งแรง มีจิตเป็นกุศล คือป้องกันไม่ให้ตนแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น เว้นระยะห่างต่อผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

โอกาสนี้  นายคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เผยกรณีการ แห่กักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค อาจเป็นเพราะพฤติกรรมเลียนแบบจากต่างชาติ ทำให้เกิดลักษณะ panic buy ซึ่งจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ชั่วคราว ขอให้มั่นใจในประเทศไทย เป็นประเทศที่ผลิตอาหารส่งออกเป็นลำดับต้นของโลก ปริมาณสำรองในประเทศสามารถบริโภคได้ทั้งปี ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยและเครือข่ายสมาชิก มีช่องทางจำหน่ายสินค้ามากกว่า 24,000 ร้านค้า วัตถุดิบในการผลิตที่เพียงพอ ขอยืนยันไม่ขาดแคลนและเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยการบริหารจัดการสินค้าอย่างเป็นระบบตั้งแต่การผลิต จำหน่าย และขนส่ง รวมถึงซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ด้วย พร้อมทั้งสามารถจัดส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภคได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังได้มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อสถานที่ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่าง  ๆ ติดตั้งเทอร์โมสแกนวัดอุณหภูมิร่างกาย จัดระยะห่างบุคคล หรือ Personal distance ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ เป็นต้น ตามมาตรการของรัฐบาล สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนผู้บริโภค
…………………………….
กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก