ร่างกฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน เพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย

323

ร่างกฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน เพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย

ร่างกฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน เพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย
ร่างกฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน เพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย

การประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ สำหรับงบประมาณที่จะต้องจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – พ.ศ. 2565 ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

เพิ่มเพื่อน

ทั้งนี้ กค. เสนอว่า

1. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557 บัญญัติให้ยกเลิกบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และให้ใช้บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัตินี้แทนทำให้อัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารขั้นสูง (เทียบเท่าอันดับ ท.11 เดิม) 64,340 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 76,800 บาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนอ้างอิงขั้นสูงของอันดับ ท. 11 ตามกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2554 ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่ได้รับการเลื่อนเงินเดือนอ้างอิงถึงขั้นสูงสุดของอันดับ ท.11 แล้วต้องใช้เงินเดือนอ้างอิงต่ำกว่าเงินเดือนเดิมที่เคยได้รับอยู่ในตอนเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

2. โดยที่ข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสมเงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2554 กำหนดให้พนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ต่อไป ให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือนท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิง และในกรณีที่มีการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญเพิ่มขึ้นให้ กค. ปรับบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงให้สอดคล้องกับการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ

3. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้บัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงของพนักงานมหาวิทยาลัยมีความถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญในปัจจุบัน จึงเห็นสมควรปรับปรุงบัญชีอ้างอิงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2554

4. กค. ได้พิจารณาการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยเห็นว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เนื่องจากอัตราเงินเดือนในบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงฯ ไม่ใช่อัตราที่มีการจ่ายเงินเดือนจริง แต่เป็นอัตราที่ใช้เพื่อการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก กบข. ต่อไป แต่เมื่อร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะใช้งบประมาณเบื้องต้นจำนวน 11,375,482 บาท ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเป็นเงินสมทบเข้า กบข. จำนวน 3% ของอัตราเงินเดือนในบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงฯที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – พ.ศ. 2565

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ปรับปรุงบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงของพนักงานมหาวิทยาลัยท้ายกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2554 (อัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารขั้นสูง เทียบเท่าอันดับ ท.11 เดิม จำนวน 64,340 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 76,800 บาท) ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป

ขอบคุณเนื้อหาจาก รัฐบาลไทย

เรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติม กระทรวงศึกษาธิการ เล็งของบฯ 10,000 ล้านบาทปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน