Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

วอนคืนครูให้นักเรียน เพื่อคุณภาพเด็กไทย

Advertisement

0

การศึกษาไทยคุณภาพต่ำ จะพัฒนา ได้อย่างไรนั้น ดร.ปัญญา แก้วกียูร นักการศึกษาเห็นว่า นอกจากปัญหาเชิงนโยบายแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องครู

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

“ครูไม่ได้ทำหน้าที่ครูอย่างแท้จริง เพราะว่าต้องเอาเวลาไปทำงานวิชาการ
ทำหน้าที่ทางธุรการ แย่งเวลาสอนนักเรียนไปจึงควรคืนครูให้กับนักเรียน
ให้สอนนักเรียน อย่าให้ครูไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่การพัฒนาศักยภาพนักเรียน”

ดร.ปัญญายันเจตนาในงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กทม. จัดโดยมูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเกิดขึ้นด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของ ผอ.กำพล วัชรพล
ด้วยเห็นว่า “ผมเรียนมาน้อย ต้องทำมาหากินตั้งแต่เด็ก
พอมีฐานะขึ้นมาอย่างนี้ จึงอยากสนับสนุนการศึกษา
ช่วยให้เด็กยากจนได้มีโอกาส”

การเรียนการสอนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา นายมานิจ สุขสมจิตร
กรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐ เน้นว่า
โรงเรียนไทยรัฐวิทยาได้จัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง
และมียุทธศาสตร์ในการบริหารที่ดีมีระบบการพัฒนาบุคลากร ชุมชนสัมพันธ์
และการเรียนรู้ที่ยั่งยืนเสมอมา

มูลนิธิได้เกื้อหนุนใน 2 ประเด็นหลักคือ
1.ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กในชนบท และ 2.สอนให้เป็นคนดี มีกระบวนการหา
ความรู้ ความจริง เป็นพลเมืองดี รักท้องถิ่น และภูมิใจในความเป็นไทย

โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2512 ถึงปี พ.ศ.2558 มีทั้งหมด 101 แห่ง ครู 24,212 คน และนักเรียน 1,688 คน

คุณภาพของการศึกษาจะยกระดับได้อย่างไร
ในทรรศนะของผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา อย่าง ดร.ดุจดาว โตบางป่า
ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 4 อ.บางเลน จังหวัดนครปฐม บอกว่า
ระดับนโยบาย ถ้าจะให้การศึกษาดีขึ้น ผู้บริหารที่ไปดูงานต่างประเทศ
เมื่อพบอะไรดีจะหยิบมาใช้กับเมืองไทย
ขอให้คำนึงถึงเด็กไทยด้วยว่าการเลี้ยงดูเราต่างกัน

ดังนั้น การสร้างนโยบาย น่าจะดูที่รากเหง้าการก่อรูปของ
นโยบายที่ผ่านมาด้วย
สิ่งที่ดีอยู่แล้วน่าจะค่อยๆเปลี่ยนไปตามบริบทของเมืองไทย
ไม่ใช่ไปเอาของเขามาแล้วก็สั่งลงมาที่โรงเรียน โรงเรียนก็ทำ
แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำนโยบายก็เปลี่ยนอีก ทำเหมือนไฟไหม้ฟาง
การกำหนดนโยบายอยากให้ดูแผนการศึกษาของชาติ
สร้างมาแล้วให้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและจริงใจ
ระยะเวลาของแผนควรกำหนดเลยว่ากี่ปีพอ แล้วทำตามนั้น
เพื่อเด็กจะได้รับประโยชน์

“เดี๋ยวนี้ให้โรงเรียนทำเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ส่งขึ้นมา
เหมือนจะดูจากล่างขึ้นมา แต่ในทางปฏิบัติคุณโยนให้เรา
ถึงเวลาก็เอาตัววัดเดียวกันมาประเมิน
เหมือนเอาเสื้อตัวเดียวกันให้ใส่ทั้งเตรียมอุดมและโรงเรียนทั่วประเทศ”

ปัญหาระดับนโยบายนี้ ดร.ชาร์รีฟท์ ลือนิ ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 จังหวัดนราธิวาส เห็นว่ามีปัญหาหลายประเด็น ได้แก่

1.เรื่องนโยบายที่เปลี่ยนบ่อย ขาดความยั่งยืน
มักเปลี่ยนไปตามรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จนกลายเป็นว่า
การเมืองนำการศึกษา แทนที่การศึกษาจะนำการเมือง

2.เรื่องหลักสูตร โดยเฉพาะเรื่องเวลาเรียน
เด็กไทยระดับประถมเราเรียนไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา
และบวกหน้าที่พลเมืองอีกเป็น 1,040 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ามาก
ขณะที่มาเลเซียมีเพียง 7-800 ชม.เท่านั้นเอง
แต่ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเขาดีกว่า พร้อมตั้งคำถามว่า
กลุ่มสาระของเรามากเกินไปหรือเปล่า จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทุกกลุ่มหรือไม่
และยังมีความซ้ำซ้อนกัน จึงควรตัดให้เหลือน้อยลง
แล้วบูรณาการเนื้อหาเข้าด้วยกัน

3.เรื่องวิทยฐานะทางวิชาชีพครู ตอนนี้คุณครูมีวิทยฐานะสูงขึ้น
เงินเดือนก็เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันคุณภาพของเด็กกลับต่ำลง
นั่นแสดงว่าคุณครูไม่ได้ทุ่มเทเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอน
มัวแต่ไปนั่งทำเอกสารเพื่อรอการประเมินวิทยฐานะใช่หรือไม่

4. การบริหารงบประมาณ การคิดโครงการต่างๆ ควรให้โรงเรียนเป็นผู้คิด ไม่ใช่คิดจากด้านบนลงมา เพราะจะไม่ตรงกับความต้องการของพื้นที่

5.นวัตกรรมการบริหารและจัดการเรียนการสอน มักมาตามกระแส
ไม่มีความยั่งยืน
และยังไม่มีการตรวจสอบคุณภาพด้วยว่าแต่ละอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

และ 6.การกำกับติดตาม โดยเฉพาะกลุ่มนิเทศติดตามประเมินผล
ขาดการติดตามอย่างต่อเนื่อง การลงไปตรวจเยี่ยมน้อยครั้งแล้ว
ถึงโรงเรียนบางรายแทนที่จะแนะนำเรื่องการเรียนการสอน
กลับไปแนะนำเรื่องการจัดตั้งถังขยะในห้องเรียน

มองลงมาระดับผู้บริหารการศึกษา ดร.ดุจดาวบอกว่า
ผู้บริหารการศึกษาต้องมีคุณลักษณะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง
รู้จักปรับนโยบายมาใช้ให้เหมาะสมและยั่งยืน และผู้บริหารก็ต้องยั่งยืนด้วย
ไม่ใช่มาอยู่แค่หกเดือนแล้วไป
และผู้บริหารต้องให้โอกาสครูส่งเสริมให้ครูมีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองสอน
ความรู้ในสิ่งที่ตัวเองจะต้องพัฒนาเด็ก

ส่วนครู ต้องเห็นความแตกต่างของผู้เรียน
ใส่ใจในความแตกต่างของเด็กให้เท่าเทียมกัน ให้โอกาสทุกคนได้เรียน
ได้ทำกิจกรรมเท่าเทียมกัน และเหมาะสมในวัย
ผู้บริหารจะต้องส่งเสริมให้ครูเกิดการเรียนรู้
และที่สำคัญต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครูด้วย

สำหรับปัญหาของครูนั้น “ครูมักมุ่งสร้างผลงาน สร้างวิทยฐานะของตนเอง
บางคนสั่งงานให้เด็กทำ แล้วตัวเองก็นั่งทำงานไป ไม่ใส่ใจว่าเด็กคนไหนทำได้
ทำไม่ได้”

ส่วน ดร.ชาร์รีฟท์มองไปที่ครูว่า
เหมือนครูต้องทิ้งห้องเรียนไม่ได้ดูแลเรื่องการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็ม
ที่ ต้องไปอบรม เตรียมการประเมิน ต้องรายงานข้อมูลหน่วยงานต่างๆ
“กลายเป็นครูต้องทิ้งภาระการสอน
เพื่อไปทำข้อมูลเพื่อรายงานไปยังหน่วยงานอื่นๆจนมีความรู้สึกว่า
โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวหรือเปล่า”

เมื่อมองไปที่เด็ก ดร.ชาร์รีฟท์
มองว่าเด็กสมัยนี้มีความสนใจในบทเรียนน้อยมาก
“มันผิดที่การจัดการเรียนการสอนหรือที่ตัวเด็ก
สิ่งแวดล้อมนอกห้องเด็กสนใจมากกว่าหรือเปล่า สื่อต่างๆ
เด็กสนใจมากกว่าหรือเปล่า ครูต้องมีกลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจ
และครูก็ต้องมีจิตวิทยาในการสอน”

เรื่องความสนใจของเด็ก ดร.ดุจดาวเห็นว่า นอกจากวิธีการสอนของครูแล้ว
ก็น่าเห็นใจครู ที่มุ่งสอนให้ครบหลักสูตร
อาจเป็นสาเหตุให้เด็กเบื่อได้เหมือนกัน”

ดังนั้น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ควรแก้ไขตั้งแต่นโยบาย ทั้งเรื่องหลักสูตร เวลาเรียน และครูผู้สอน.

 

 

ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 23 ก.ค.2558 

You might also like