Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ศธจ.- สพท.เคลียร์ปมเลิกขัดแย้งบริหารงานบุคคล

Advertisement

0

Advertisement

ศธจ.- สพท.เคลียร์ปมเลิกขัดแย้งบริหารงานบุคคล

ศึกษาธิการจังหวัด จับมือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เคลียร์ปมมาตรา 53 เลิกขัดแย้งการบริหารงานบุคคล พร้อมเดินหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560 เวลา 15.36 น.

วันนี้ (12 ธ.ค.)  ที่โรงแรมตรัง กทม. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ ศึกษาธิการจังหวัด ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการจัดโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนด้านการบริหารงานบุคคล โดยนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฎิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อสรุปรายงานการประชุมดังกล่าวให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบ ซึ่งได้มีการทบทวนภาระกิจสำคัญระหว่างการทำงานของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตามที่มีการเสนอปรับแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฎิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 13 ที่ระบุให้อำนาจการบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3) และ (4) ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้แก่ ศธจ.

โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด จากเดิมที่เป็นอำนาจของผอ.เขตพื้นที่ฯ ซึ่งมีการเสนอให้มีคณะกรรมการในจังหวัด 2 ชุด คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษาของจังหวัดซึ่งจะบูรณาการทุกภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกสังกัด และคณะกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลที่ให้ ผอ.สพท.ทุกคนในจังหวัดร่วมเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากส่วนต่าง ๆ   

Advertisement

“ในการประชุมดังกล่าวเป็นการทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างศธจ.กับเขตพื้นที่ถึงการบูรณการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในพื้นที่  ซึ่งการเสนอปรับแก้คำสั่งดังกล่าวโดยเฉพาะการบริหารงานบุคคลจะเป็นการคานอำนาจกันอย่างแน่นอน เช่น การให้ผอ.สพท. เป็นผู้ลงนามตามมติกศจ. ส่วนผอ.รร.ลงนามตามมติกศจ. ซึ่งผอ.รร.มีอำนาจลงนามอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครู ที่ไม่มีวิทยาฐานะ ตั้งแต่การแต่งตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน หรืออื่น ๆ ที่เป็นมติของกศจ.  ส่วนครูที่มีวิทยฐานะแล้ว เป็นอำนาจของผอ.สพท.พิจารณา

ขณะที่ในส่วนของกศจ.มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติตามที่ผอ.สพท. เสนอ ซึ่งตรงนี้มีการคานอำนาจกรณีที่กศจ.เห็น เรื่องที่สพท.เสนอมาไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย กศจ.ก็จะไม่อนุมัติ หรือขอให้ชี้แจงเพิ่มเติม เป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจระหว่างผอ.สพท. และกศจ. ดังนั้นการพิจารณาเรื่องการบริหารงานบุคคลจะจบสุดท้ายที่คณะกรรมการชุดนี้ ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายอย่าคิดว่าใครสั่งใครแต่ให้มองว่าใครร่วมบูรณาการทำงานได้  “ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนได้เซ็นหนังสือ แก้ไขคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 เสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาแล้ว  เพื่อเตรียมเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. พิจารณาอนุมัติ  ทั้งนี้ตนขอย้ำว่า การตั้งศธจ. เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของหน่วยงานในพื้นที่

ศธจ.จะเป็นตัวแทนจากส่วนกลางลงไปทำงานเชิงบูรณาการทั้งงบประมาณ  งานบุคคล คิดว่างานจะต้องหนักขึ้นกว่าเดิม  เพราะต่อไปต้องประสานอย่างเข้มข้น ไม่ใช่เฉพาะสพท. แต่รวมถึง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ( สช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายเชิดศักดิ์  ศรีสง่าชัย ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)ขอนแก่น  ในฐานะประธานชมรมศธจ.  กล่าวว่า เป้าหมายของศธจ. จะต้องตอบโจทย์คุณภาพการจัดการศึกษา สร้างความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา บูรณาการการจัดการศึกษา หลายจังหวัดมีความเป็นหนึ่งเดียว ตอนนี้มีแนวร่วมมากในการทำงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์  ยินดีที่จะร่วมมือกับผอ.สพท.ในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ 

ส่วนการปรับแก้อำนาจการบริหารงานบุคคล ศธจ. ไม่ติดใจ แล้วแต่ผู้ใหญ่ ให้ทำอะไรก็พร้อมจะทำตาม ขออย่างเดียวให้ผอ.สพท.และศธจ. เป็นพี่น้อง ทำงานร่วมกัน  เป็นหนึ่งเดียว   ยอมรับว่า ศธจ.ได้มีการหารือเรื่องการแก้ไขคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 แต่เลขาธิการกพฐ.และปลัดศธ. ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งศธจ. และสพท.ก็พอใจ  เราจะเลิกมีความขัดแย้งกัน เราจะเป็นพี่น้องกันจับมือร่วมกันพัฒนาการศึกษาต่อไป

นายอดุลย์ กรองทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) อำนาจเจริญ กล่าวว่า  สพท.และศธจ.ไม่มีใครขัดแย้งกันส่วนตัว ซึ่งปัญหาการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ที่สะดุดนั้นเกิดขึ้นมาจากการโอนอำนาจตามมาตรา 53 ในข้อที่ 13 ของคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 ไปให้ กศจ. ทำให้งานหลายอย่างล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อผู้เรียน ดังนั้นการขอใช้อำนาจไม่ใช่มองว่าจะต้องเป็นอำนาจของใคร แต่จะเป็นของใครก็ได้ที่จะต้องทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเด็ก และการศึกษา 

อ่านต่อที่ : เดลินิวส์ 12 ธันวาคม 2560