Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 ทรงโปรดเรียนวิชาลูกเสือ

Advertisement

  วันใดที่มีการฝึกลูกเสือสำรอง
จะทรงตื่นบรรทมเช้ากว่าปกติ เตรียมฉลององค์ลูกเสือด้วยพระองค์เอง
สิ่งแรกที่จะทรงทำหลังจากตื่นบรรทมก็คือ
ขัดหัวเข็มขัดและรองพระบาทสำหรับเครื่องแบบลูกเสือ ทำความสะอาดพระนขา
(เล็บ) เตรียมพร้อมสำหรับรับการตรวจอยู่ตลอดเวลา

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

     เนื่องในวโรกาส
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ซึ่งนับเป็นวโรกาสอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า
ทาง “เดลินิวส์” ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด
ได้น้อมนำอัญเชิญพระราชประวัติแห่งพระองค์ท่าน
ที่ได้มีการบันทึกไว้ในเอกสารสำคัญของหลาย ๆ ส่วน มานำเสนอต่อประชาชนคนไทย
โดยนอกจากส่วนที่ได้นำเสนอโดยสรุปไปแล้ว
ยังจะมีการน้อมนำอัญเชิญพระราชประวัติแห่งพระองค์ท่านมานำเสนอในรายละเอียดอย่างต่อเนื่องด้วย

ทรงศึกษาที่ “โรงเรียนจิตรลดา”

     สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ภายหลังพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.
2495 เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
ประชาชนคนไทยทั้งหลายต่างตื่นเต้นและใคร่ที่จะทราบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะทรงดำเนินเรื่องการศึกษาของ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อย่างไร จะทรงโปรดฯ
ให้ทรงศึกษาในโรงเรียนใด หรือจะทรงโปรดฯ
ให้มีพระอาจารย์เข้าไปถวายพระอักษรในพระราชวัง หรือหากทรงโปรดฯ
ให้ทรงศึกษานอกพระราชวัง
โรงเรียนใดจะได้รับพระราชทานความไว้วางพระราชหฤทัยให้ถวายพระอักษร
หรือหากทรงโปรดฯ ให้ทรงศึกษาในพระราชวัง ใครจะได้รับเลือกเป็นพระอาจารย์
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีพระราชดำริถึงเรื่องสำคัญนี้อย่างรอบคอบ

     จากข้อมูลในหนังสือเฉลิมพระเกียรติ
ที่กองทัพบกได้จัดพิมพ์เนื่องในการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พันตรี
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2523
ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ ความตอนหนึ่งว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักดีถึงความรู้สึกของประชาชนทั้งหลายที่ห่วงใย
ทรงมีพระราชดำริว่า สมัยนี้เป็นสมัยประชาธิปไตย
จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสทรงดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับเด็กสามัญ
แต่หากจะให้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาในโรงเรียนหนึ่งโรงเรียนใด
ครูอาจารย์ที่ถวายพระอักษรอาจจะเกรง ไม่กล้าดำเนินการใด ๆ
เวลาพระราชโอรสของพระองค์ทรงกระทำผิด
จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างโรงเรียนขึ้นในเขตพระราชฐาน
เพื่อจะได้ทรงดูแลอย่างใกล้ชิดพระราชทานนามว่า “โรงเรียนจิตรลดา”
หรือเรียกกันในสมัยต้น ๆ ว่า “โรงเรียนทูลกระหม่อม”

นักเรียนจิตรลดารุ่นที่ 2 “เลข 9”

     ตามข้อมูลประวัติโรงเรียนจิตรลดา
ในเว็บไซต์โรงเรียนจิตรลดา ระบุไว้ว่า วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2498
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดการศึกษาในระดับอนุบาลขึ้น ณ พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน
พระราชวังดุสิต และต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2500
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ
พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างอาคารเรียนถาวรในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
และพระราชทานนามโรงเรียนว่า “โรงเรียนจิตรลดา”

     นักเรียนจิตรลดารุ่นที่ 1 คือ
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีเลข 1
เป็นเลขประจำพระองค์ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ
ในขณะนั้น ทรงเจริญพระชนมายุพอจะทรงพระอักษรได้ จึงโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มชั้นอนุบาลอีกชั้นหนึ่ง และเพิ่มนักเรียนอีก 4 คน โดย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นนักเรียนจิตรลดารุ่นที่ 2 ทรงมีเลข 9
เป็นเลขประจำพระองค์ และเริ่มทรงพระอักษรในชั้นอนุบาล 1 เมื่อวันที่ 10
มกราคม พ.ศ. 2499

ทรงเรียนได้ดี “ไม่มีสิทธิพิเศษ”

     เหตุการณ์ในช่วงนี้
ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือเฉลิมพระเกียรติที่กองทัพบกได้จัดทำขึ้น
ความตอนหนึ่งว่า คุณหญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา
ได้เขียนถึงพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เกี่ยวกับการศึกษาของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มชั้นอนุบาล
ทรงมีพระราชดำรัสโดยสังเขปว่า
“พระอาจารย์ที่จะมาถวายพระอักษรต้องนึกว่าเป็นครู จะต้องไม่ถวายสิทธิพิเศษ
ต้องมีความยุติธรรม ต้องหนักแน่น ขอให้ฝึกฝนและอบรมให้เด็กๆ
เป็นนักเรียนที่มีระเบียบ มีการรับผิดชอบในหน้าที่ รู้จักทำตนให้ตรงต่อเวลา
ฝึกให้มีสมาธิในการงาน รู้จักรักษาสมบัติส่วนตัวและส่วนรวม
รู้จักเมตตาและนึกถึงผู้อื่น รู้จักทำตนให้เข้ากับส่วนรวม
จึงมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะเชื้อพระวงศ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ชวนผู้ที่มีบุตรหลานวัยเดียวกันให้มาเรียนในชั้นที่จะเปิดใหม่
ถ้าจะแบ่งประเภทนักเรียนก็มีดังนี้ พระญาติ บุตรหลานของผู้ที่ทรงรู้จัก
บุตรข้าราชการ บุตรหลานของมหาดเล็กและข้าหลวง”

     สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเรียนได้ดีตลอดมาเป็นลำดับ
และทรงมีพระนิสัยรักการผจญภัยเช่นเดียวกับเด็กชายในวัยเดียวกันกับพระองค์
ทรงโปรดการผจญภัยโลดโผนทุกชนิด โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2504 ได้เสด็จฯ
ไปฝึกทรงม้ากับพระยานเรนทราชา
เจ้ากรมอัศวราชในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
จนทรงม้าได้คล่องแคล่ว

Advertisement

“วิชาลูกเสือ” วิชาที่ทรงโปรด

     ต่อมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2504
เป็นวันที่โรงเรียนจิตรลดา
ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงจัดให้เป็นสถานทรงพระอักษรของพระราชโอรสพระราชธิดาทุกพระองค์
อยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ได้ทำพิธีเปิดหน่วย
“ลูกเสือสำรอง” โดยนายกองวิสุทธารมณ์ อธิบดีกรมพลศึกษา
ในฐานะเลขาธิการสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี
ทั้งนี้
การได้เป็นลูกเสือสำรองเป็นความภาคภูมิใจและเป็นที่ใฝ่ฝันสำหรับเด็กชายที่เข้าสู่วัยเรียนทุกคนเช่นไร
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ในขณะนั้นก็ทรงรู้สึกเช่นนั้น
โดยพระองค์ทรงเฝ้ารอเวลานี้มานานแล้ว พร้อมกับพระสหายในวัยเดียวกัน 

     หน่วยลูกเสือของโรงเรียนจิตรลดา
แบ่งออกเป็น 2 หมู่ หรือ 2 ซิกซ์
เพราะขณะนั้นมีนักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์เป็นลูกเสือสำรองได้เพียง 12 คน
โดยหมู่หนึ่งแบ่งออกเป็น 6 คน หมู่แรกชื่อหมู่สีฟ้า
และหมู่ที่สองชื่อหมู่สีน้ำเงิน ทรงเป็นหัวหน้าหมู่สีฟ้า
ส่วนสีน้ำเงินนั้นหัวหน้า คือ สัณห์ ศรีวรรธนะ
การเป็นหัวหน้าหมู่ลูกเสือสำรองนี้
โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาลูกเสือเป็นผู้เลือก
แต่ในโรงเรียนจิตรลดานี้ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกกันเอง
หัวหน้าหมู่มีหน้าที่ดูแลและเก็บสิ่งของซึ่งเป็นของหมู่ให้เรียบร้อย
เมื่อถึงเวลาฝึกก็นำออกมาแจกให้ลูกหมู่
เสร็จแล้วก็เก็บรวบรวมไปไว้ยังที่ให้เป็นระเบียบ
ซึ่งทรงปฏิบัติหน้าที่นี้ได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง
แม้จะทรงอิดเอื้อนบ้างในตอนแรก เพราะทรงยังไม่เข้าพระทัยในหน้าที่นี้ดี
แต่เมื่อพระอาจารย์อธิบายถวาย ก็ทรงปฏิบัติตาม 

     พระองค์ทรงโปรดวิชาลูกเสือสำรองมาก
เพราะนอกจากจะได้ทรงกระโดดโลดเต้นออกกำลังกายกลางแจ้งแล้ว
ยังได้ทรงฟังนิทานสนุกๆ และได้ทรงร้องเพลงที่สนุกสนานอีกด้วย
ทรงเป็นนักเรียนที่ช่างซักมากที่สุดในชั้น
วันใดที่มีการฝึกลูกเสือสำรองจะทรงตื่นบรรทมเช้ากว่าปกติ
เตรียมฉลององค์ลูกเสือด้วยพระองค์เอง
สิ่งแรกที่จะทรงทำหลังจากตื่นบรรทมก็คือ
ขัดหัวเข็มขัดและรองพระบาทสำหรับเครื่องแบบลูกเสือ ทำความสะอาดพระนขา
(เล็บ) เตรียมพร้อมสำหรับรับการตรวจอยู่ตลอดเวลา

ทรงสวนสนาม “ไม่หวั่นแดด-ฝน”

     ในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือไทย
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 ในพิธีสวนสนามของลูกเสือ ณ
กรีฑาสถานแห่งชาติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานครั้งแรก
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในขณะนั้น เสด็จฯ
ไปทรงร่วมกิจกรรมกับลูกเสือโรงเรียนอื่นเป็นครั้งแรก
ทรงร่วมในพิธีสวนสนามของลูกเสือ ซึ่งประชาชนคนไทยที่ทราบข่าวก่อนหน้า
พากันเป็นห่วงเป็นใยพระองค์ท่านไปต่างๆ นานา ด้วยเกรงว่าพระองค์จะประชวรลง
บางคนถึงกับกล่าวว่า “โถ ทูลกระหม่อมจะทรงทนแดดไหวหรือ ท่านจะเป็นลมไหมนะ”
โดยความห่วงใยในพระองค์ของพสกนิกรไทยในเรื่องนี้
เมื่อทรงทราบก็ได้รับสั่งว่า “ต้องได้สิ ทำไมจึงดูถูกกันอย่างนี้นะ”

     ครั้นถึงวันสวนสนาม
ก็ทรงปฏิบัติหน้าที่ของลูกเสือสำรองของโรงเรียนจิตรลดาได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับลูกเสือคนอื่นๆ
ในวันนั้น ทรงถือป้ายชื่อโรงเรียนผ่านพระที่นั่งด้วยพระอาการสง่า
และทรงร่วมแสดงในนามหมู่ลูกเสือโรงเรียนจิตรลดาด้วย 

     สำหรับการที่ทรงมีความอดทน
และรู้จักหน้าที่ของลูกเสือ
เป็นที่ประจักษ์ชัดอีกครั้งหนึ่งในการซ้อมใหญ่สวนสนามในวันฉลองครบรอบวันกำเนิดลูกเสือไทย
ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 โดยขณะนั้นทรงเป็นลูกเสือโทแล้ว
วันนั้นที่กรีฑาสถานแห่งชาติฝนตกหนักอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
บรรดาผู้ควบคุมการฝึกซ้อมลงความเห็นว่าควรเชิญเสด็จเข้าประทับในชายคา
เพราะอาจจะทำให้ประชวรหวัดได้ เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งวิ่งออกไปที่สนาม
ทูลเชิญเสด็จเข้าประทับในชายคา ทรงมองหน้าผู้ทูลเชิญพร้อมกับสั่นพระเศียร
และรับสั่งว่า “ทำไมจะต้องให้ฉันหลบเข้าไปด้วยล่ะใครๆ
เขาตากฝนได้ฉันก็ตากได้เหมือนกัน ฉันแข็งแรงพอ”

ทรงทำอาหาร “เมนูฝีพระหัตถ์”

     ก่อนหน้านี้
เมื่อโรงเรียนจิตรลดาทำพิธีเข้าประจำกองลูกเสือสามัญ
โดยสมทบกับหน่วยโรงเรียนวชิราวุธ เป็นกองลูกเสือสังกัด อ.31 เมื่อวันที่ 11
พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 ทรงสอบได้เป็นลูกเสือโท เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.
2508 ในวันนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงสอบเดินทางไกล และประกอบอาหาร
ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ต้องเสด็จฯ
ตั้งแต่เช้ามืด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระราชดำรัสห้ามใครตามเสด็จนอกจากราชองครักษ์ซึ่งให้ตามเสด็จได้เพียงห่าง

    
การเสด็จเข้าค่ายลูกเสือที่ค่ายวชิราวุธครั้งนั้น ทรงทำอาหารเอง
ซึ่งที่ทรงโปรดทำที่สุดคือ “ข้าวสวยคลุกไข่ปั้นเป็นก้อนทอด”
โดยทรงโปรดการทำครัวเท่ากับความช่างเสวย
บางคราวทรงทำอาหารเองด้วยหม้อและเตาดินเผาเล็กๆ
แล้วประทับเสวยอย่างเอร็ดอร่อยร่วมกับผู้ตามเสด็จ ทั้งนี้
ทรงศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงเสด็จฯ
ไปทรงศึกษาต่อที่อังกฤษ

     ทั้งนี้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระปรีชาสามารถ
และทรงมีความเข้มแข็งอดทน นับแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์
ซึ่งในเวลาต่อมาพระองค์ท่านทรงสนพระทัยด้านวิชาการทหาร
และทรงเข้าศึกษาวิชาการทางด้านนี้ในสถาบันชั้นนำ ทั้งในประเทศออสเตรเลีย
ประเทศสหรัฐอเมริกา และในประเทศไทย
ซึ่งพระองค์ท่านทรงได้รับการยกย่องในพระปรีชาสามารถในระดับสากล

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/article/540169

You might also like