Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

สอนอย่างไรให้สนุก ถูกใจคนเรียน

Advertisement

0

การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมักพบว่า นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน ขาดความสนใจ ขาดความมุ่งมั่น   

        
ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการเกี่ยวกับการเรียนการสอน 
ได้ฟังผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เป็น
ปัญหาถกเถียงกันไม่รู้จบในปัจจุบัน  ยิ่งผลการสอบวัดผลระดับชาติ
ที่เรียกว่า NT  หรือ O-net  ของนักเรียน  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปีการศึกษา 2551  ออกมาสดๆ ร้อน
แล้วน่าตกใจว่าการจัดการเรียนการสอนไม่สามารถพัฒนานักเรียนได้เลย 
ตามความหมายของคะแนนที่ออกมา  ทำให้ผู้ใหญ่ใน สพฐ.
ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาดังกล่าวบางคนอาจ
วิจารณ์ว่า สอบไม่ตรงกับที่สอน  หรือ นักเรียนไม่ตั้งใจสอบก็ตามที 
ปัญหานี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าเกี่ยวกับ ครู นักเรียน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และสื่อการสอน

       
จากประสบการณ์และได้ฟังผู้รู้หลายท่านได้ให้แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ให้
นักเรียนอยากเรียนรู้ ของผู้เขียน จึงเก็บมาฝากท่านผู้อ่าน 
เพื่อให้ก่อนเปิดภาคเรียนนี้ ครูเราจะได้ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน 
ดังนี้

   1.  ต้องรู้เขา รู้เรา
       1.2  ต้องรู้ว่า … เราจะสอนอย่างไร เช่น
             – ย่อยเนื้อหาความรู้ลงให้แคบ
             – หากเนื้อหามาก ก็แบ่งเป็นส่วนย่อย
             – ระบุสาระ หรือจุดประสงค์ ในการเรียนรู้ให้ชัดเจน
             – เรียบเรียงลำดับการสอน จากง่ายไปสู่ยาก (จากพื้นฐาน ไปสู่การประยุกต์)
       1.2  ต้องรู้ว่า … นักเรียนคิดอะไร เช่น
            –  ชอบคิดสิ่งที่ไร้สาระมากกว่าสาระ !!! (อารมณ์มาก่อนเหตุผล)
            –  ส่วนใหญ่เลือกเรียนตามเพื่อน ส่วนน้อยเลือกเพราะอนาคต
            – แบบว่า … อยากรู้  แต่ ….. ไม่อยากเรียน
            – นักเรียนส่วนใหญ่เป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็น
            – ไม่ชอบคำว่าเรียน
            – คิดแต่จะมุ่งหาความสนุกสนาน บันเทิง ฯลฯ
       1.3 ต้องรู้ว่า … นักเรียนต้องการอะไร  เช่น
           –  ชอบความสนุกสนานและบันเทิง
           –  ชอบเป็นผู้สื่อสารมากกว่าผู้รับสาร
           –  ชอบทดลอง ทำเอง เพื่อเรียนรู้
           –  ต้องการที่จะรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ และต้องการจะรู้(ให้มากกว่า)ในสิ่งที่เพื่อนรู้
           –  ชอบเลียนแบบ (ดารา ศิลปิน คนเก่ง)
        1.4  ต้องรู้ว่า … นักเรียนไม่ต้องการอะไร เช่น
          – ไม่ชอบให้ผู้ใหญ่ (ครู อาจารย์ ผู้สอน) ดุว่า อย่างไร้เหตุผล
          – ไม่ชอบความจำเจ น่าเบื่อ เพราะมีสมาธิสั้น
          – ไม่ชอบติดกรอบ ระเบียบ ที่มากและบ่อยเกินไป
          – ไม่ชอบการสอบวัดผล !!!ฯลฯ
 

        2. มีเคล็ดลับการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียนรู้
            “การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ 
ให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้นั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยหลายประการ 
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง  คือ 
การสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้เกิดขึ้นกับนักเรียน 
โดยครูเองจะต้องเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น
และหมั่นสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
ด้วย”
             การสร้างแรงจูงใจในการเรียน  8 ประการ ( ของ เท็ด นัสโบม
ครูผู้มีประสบการณ์สอนในระดับชั้นประถมศึกษา มากว่า 10 ปี 
ในโรงเรียนไวเทเคอร์ มลรัฐโอเรกอน ในสหรัฐอเมริกา )

           2.1  ใช้ความกระตือรือร้นและตื่นเต้น
                  สิ่งหนึ่งที่ทำให้ครูรู้สึกตื่นเต้น  คือ 
การได้เห็นเด็กๆ เรียนรู้ และครูก็มักจะให้เด็กรู้ว่าครูตื่นเต้นด้วย
ครูต้องพยายามบอกเด็กๆ ว่า ” ยังมีเรื่องอีกมากมายที่พวกหนูต้องเรียนรู้
และเป้าหมายของครูคือสอนให้พวกหนูเป็นผู้เรียนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา” 
ครูต้องหาทางที่จะกระตุ้นหรือหล่อเลี้ยงความกระตือรือร้น
และความน่าตื่นเต้นของตนเองให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เนื่องจากท่าทีในการสอนและการเรียนรู้ของครู
จะส่งผ่านไปยังนักเรียนทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้ด้วย
           2.2  การตั้งเป้าหมายให้สูง
                  ครูต้อง  ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนให้สูงไว้  และพยายามจะสื่อไปถึง
นักเรียนว่า “ความคาดหวังของครูคือ
การที่นักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนที่ครูวางไว้”
หากครูตั้งเป้าหมายไว้สูง เด็กมีแนวโน้มจะเรียนรู้ได้ดี  ในทางตรงข้าม
ถ้าครูตั้งเป้าหมายต่ำ เด็กจะลดระดับการแสดงออกทางการเรียนของตนเองให้ต่ำลง
เท่ากับความคาดหวังของครู
           2.3  การสร้างทางเลือก
                  ครูต้อง เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนการเลือก ตัวอย่างเช่น  เมื่อครูแจกกระดาษ
แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ 
ในคำสั่งระบุว่าเด็กสามารถเลือกทำโจทย์ข้อที่เป็นเลขคู่ หรือ เลขคี่ก็ได้
จากนั้นครูจะบอกต่อว่า “แต่ถ้านักเรียนเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรจริงๆ
นักเรียนควรจะแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้เสร็จ” ในการใช้เทคนิคนี้
เป็นไปเพื่อ “เปลี่ยนวิธีการออกคำสั่งให้เป็นเรื่องของการท้าทาย”
และมักพบว่ามีเด็กจำนวนถึงร้อยละ 90
ที่เลือกแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งต่อจนเสร็จ
เพราะเด็กต้องการจัดตนเองอยู่ในกลุ่มคนที่มีความขยันหมั่นเพียร
           2.4  สร้างความรับผิดชอบ
                  ถึงแม้ว่านักเรียนจะมีโอกาสในการ ฝึกฝน การเลือก
แต่ครูก็ต้องถ่วงดุล การมีอิสระนั้นโดยให้เด็กมีความรับผิดชอบ เช่น
“เมื่อนักเรียนรู้ว่าตนเองต้องมีความรับผิดชอบ
นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้อย่างน่าทึ่ง” ในแต่ละครั้งที่สอน 
ครูอาจเลือกเด็กนักเรียน 1
คนและมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเข้าชั้นเรียนของเพื่อนๆ ในห้อง
ซึ่งพบว่าเด็กๆ จะสนุกกับกับความรับผิดชอบ แม้แต่การเปิดประตูให้เพื่อนๆ
เดินเข้าห้อง ที่เป็นเช่นนี้เพราะ
ครูแสดงให้นักเรียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็น  เรื่อง  ของคนที่น่ายกย่อง

           2.5  เน้นเสริมแรงด้านบวก
เวลาให้คะแนนนักเรียน ครูควรจะเน้นโจทย์ที่เด็กตอบถูก เช่น ทำได้ 43 จาก 50 ข้อ
มากกว่าบอกว่าเด็กทำผิด 7 ข้อ
เมื่อเด็กแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ ครูจะเขียนคำว่า “ดี” ลงไป
และเพิ่มคะแนนเป็น 50 ในกระดาษคำตอบนั้น ในกรณีที่เด็กบ่นว่า “หนูเหลืออีก 7
คะแนนเองก็จะได้เต็ม” ครูจะตอบเด็กว่า “หนูได้ตั้ง 43 เต็ม 50 แน่ะ
หนูทำได้ดีแล้ว” เป็นต้น
           2.6  เน้นการเรียนแบบร่วมมือ
               
นักเรียนจะต้องมีสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบและการถูกตรวจสอบกับเพื่อน
นักเรียนด้วยกันมากกว่าครู  
โดยให้นักเรียนฝึกฝนการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อน
โดยพยายามจัดให้เด็กที่มีลักษณะเป็นผู้นำ 1 คนกระจายอยู่ในแต่ละกลุ่ม
เป็นต้น  และพบว่านักเรียนมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงจูงใจซึ่งกันและกัน 
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม โดยนักเรียน
แต่ละคนจะมีจุดแข็งหรือความรู้สึกท้าทายเฉพาะตัว
ซึ่งหากไม่มีสิ่งนี้จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของกลุ่มได้
          2.7  เน้นการให้กำลังใจ
                
เมื่อสังเกตเห็นว่านักเรียนคนไหนกำลังประสบปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ 
ครูต้องพยายามมองหาจุดชมเชย  จากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเด็ก เป็นต้นว่า
เมื่อเด็กเก็บเศษกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
ครูก็จะพูดชมเชยเด็กและให้รางวัล
เนื่องจากเขาเชื่อว่าการที่เด็กได้กระทำดีแล้วครูชม 
แม้ว่าจะเล็กน้อยในวันที่เด็กประสบปัญหาหรือไม่สบายใจ
จะช่วยดึงนักเรียนให้กลับมาสู่การเรียนรู้ได้ตามปกติ 
ครูครใช้กิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายในการให้กำลังใจเด็ก
บางครั้งครูจะร้องเพลงนำ  แฮปปี้เบริ์ดเดย์ในวันเกิดของเด็ก
เป็นผู้นำในการทำห้องเรียนให้มีชีวิตชีวา
ในกรณีที่เด็กบางคนมีปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ
ครูจะจัดกิจกรรมหรือใช้วิธีการพิเศษที่จะทำให้เด็กมีความสบายใจขึ้น 
           2.8  ยึด กฎและกติกา
                  เพื่อให้ห้องเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น
ครูจำเป็นต้องฝึกทักษะในการจัดการกับพฤติกรรมด้านลบของเด็กบางคน 
เมื่อเด็กทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ครูรู้สึกโกรธ 
ครูต้องใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็ก
                  ข้อคิดฝากไปถึงเพื่อนครู  ” เมื่อครูรู้สึกสนุก
เด็กจะรู้สึกสนุกไปด้วย และเมื่อครูสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง
นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจเช่นเดียวกัน “

Advertisement

          ขอเป็นกำลังใจให้ครูผู้สอนทุกท่าน ได้สร้างแรงจูงใจ
ให้นักเรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้  มีความกระตือรือร้น
ในการเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนและยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์การเรียนให้สูงขึ้น ต่อไป

แหล่งที่มาข้อมูล :

อธิคม  กฤษบุตร  เอกสารประกอบคำบรรยาย  มกราคม 2552

สานปฏิรูป ฉบับที่ 63 เดือนกรกฎาคม 2546

ที่มา : ชัยชาญ พรวญหาญ