Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

สอบเยอะเกิน!! นักวิชาการหนุนลดจำนวนครั้งของการสอบลง ชี้ปรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้เป็นแบบบูรณาการกลุ่มสาระ

Advertisement

เลขาธิการ กพฐ.พร้อมปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เผยวางแนวทางไว้แล้ว แต่จะไม่ปูพรมทำพร้อมกันทั่วประเทศ

เพิ่มเพื่อน

วันนี้ (5 มี.ค.) ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อปฎิรูปการศึกษา(กอปศ.) เสนอโครงการวิจัยและพัฒนากรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น(ป.1-3) สำหรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่พบว่า การให้เด็กช่วงชั้นนี้เรียน 8 กลุ่มสาระฯเป็นการเรียนที่มากเกินไป นั้น จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการจัดการศึกษาพบว่า ทักษะสำคัญของการเรียนระดับชั้น ป.1-3 ควรมุ่งเน้นการอ่าน ออก เขียนได้ เพราะถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของการศึกษาระดับพื้นฐาน ที่จะต้องพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็ง

Advertisement

ดังนั้นการจะปรับการเรียนการสอนเป็นกี่กลุ่มสาระฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)พร้อมปฎิบัติในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการจัดทำหลักสูตรการกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

“ สพฐ.ก็ได้วางแนวทางไว้ว่า การเรียนในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) จะวัดการเรียนรู้ด้านทักษะพื้นฐานของเด็ก อ่านออกเขียนได้และสื่อสารเป็น ส่วนช่วงชั้นที่ 2(ป.4-6) จะเน้นการเรียนรู้สมรรถนะการคิดวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน สพฐ.ยังวางเป้าหมายการปรับหลักสูตรว่า จะจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานแยกจากการเรียนกลุ่มสาระวิชาเลือก ซึ่งในกลุ่มวิชาเลือกนั้นเราจะค้นหาหลักสูตรที่มีความหลากหลาย

โดยเฉพาะหลักสูตรอาชีพ เช่น คหกรรม เกษตรกรรม เทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจ ได้ค้นหาตัวตนเป็นการวางเส้นทางการเรียนในอนาคต โดยน่าจะเริ่มตั้งแต่ชั้น ป.5-6 ไปถึง ม.ต้น เมื่อเด็กจบ ม.3ไปแล้วสิ่งที่เป็นปัญหามาตลอดว่าเด็กไม่อยากเรียนอาชีวะจะหมดไปทันที เพราะเด็กจะค้นพบตัวเองว่าชอบเรียนสิ่งไหน”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ทั้งนี้แนวทางการปรับการเรียนการสอนดังกล่าวคงไม่ทำแบบปูพรมพร้อมกันทั้งประเทศ แต่จะค่อย ๆ ดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ด้าน รศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือ CHES กล่าวว่า จากผลการวิจัยการประเมินการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ คือ วิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อผู้เรียน และวิธีการวัดและประเมินผลที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการจะยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด แต่ควรปรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้เป็นการบูรณาการกลุ่มสาระ เพื่อลดจำนวนรายวิชาที่เรียน เช่น บูรณาการระหว่างกลุ่มสาระแบบ STEM ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบใหม่ที่มุ่งให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ รวมถึงต้องปรับแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้เป็นแบบบูรณาการกลุ่มสาระด้วย เพื่อลดจำนวนครั้งของการสอบลง และยังเป็นการต่อยอดการเรียนรู้มากกว่าการกำหนดหลักสูตรขึ้นมาใหม่ด้วย

“หมออุดม”หนุนยกเลิก 8กลุ่มสาระ

รมช.ศธ. เชียร์ยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ป.1-ป.3 แต่ครูจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อปรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนใหม่

Advertisement

จันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561 เวลา 13.23 น.

วันนี้ (5 มี.ค.) ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อปฎิรูปการศึกษา (กอปศ.) มีแนวคิดที่จะให้มีการยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเรียนที่มากเกินไป ซ้ำซ้อนและไม่ตอบโจทย์การศึกษานั้น ตนเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้ยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระ แล้วให้ปรับการเรียนการสอนใหม่โดยเน้นการเรียนแบบบูรณาการ ที่ไม่ได้เน้นให้เด็กเรียนแต่ทางด้านวิชาการอย่างเดียว แต่เน้นการเรียนเกี่ยวกับทักษะพื้นฐาน การเรียนรู้สมรรถนะต่าง ๆ การคิด วิเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาของเด็ก อย่างไรก็ตามการยกเลิกการเรียนใน 8 กลุ่มสาระ ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว และการเริ่มที่เด็กระดับ ป.1-ป.3 ก่อน ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับและพัฒนาการเรียนการสอนของประเทศไทย หลังจากนั้นค่อยยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระระดับชั้นอื่น ๆ ทุกระดับชั้นต่อไป

   
ศ.นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการยกเลิกการเรียน 8 กลุ่มสาระแล้ว ครูก็จะได้ไม่ต้องมากังวลกับการทดสอบเด็กว่า จะต้องทดสอบเด็กทั้ง 8 กลุ่มสาระอีก แต่สิ่งสำคัญคือ ครูจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อปรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนใหม่ โดยครูจะต้องมาออกแบบการที่เน้นการบูรณาการรายวิชาต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงในหลายมิติ ซึ่งหากครูสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนการสอนได้แล้ว เรื่องของการทดสอบต่าง ๆ ก็จะต้องมาค่อย ๆ ปรับกันไปได้เอง

   
“ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งါเรื่องการพัฒนาครู โดยเฉพาะในกลุ่มของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏผลิตครู 70-80% ดังนั้นหากเราผลิตครูที่มีคุณภาพ โดยเป็นครูที่มีพื้นฐานในการคิดวิเคราะห์ ประเมินตนเองได้ สามารถสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ จะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะครูจะได้นำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต”ศ.นพ.อุดมกล่าว…

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561

และ ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก: เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561

 

You might also like