Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

สั่งย้ายข้าราชการครู… เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการโรงเรียน…ชอบด้วยกฎหมาย!!

Advertisement

สั่งย้ายข้าราชการครู… เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการโรงเรียน

เพิ่มเพื่อน

“คำว่า“ครู” คำนี้มีความหมาย อันหลากหลายคำพูดจะกล่าวถึง คือผู้ให้ทรัพย์วิชาน่าคำนึงคือผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างให้ทำดี” จากบทกวีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านอกจากครูจะเป็นผู้ให้การศึกษาให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนแลว้ครูยังนับเป็นแบบอย่างที่เด็กและเยาวชนไดย้ดึถือเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวติอีกดว้ย ดังนั้นหน้าที่ของครูนอกจากเป็นผู้ให้ความรู้ในเรื่องการเรียนการสอนแล้ว การปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

Advertisement

แต่การที่ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนเกิดความไม่เข้าใจกันหรือขัดแย้งใจกันจากการปฏิบัติหน้าที่ภายในโรงเรียนเดียวกันแม้จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กและเยาวชน แต่การมีคำสั่งย้ายข้าราชการครูที่มีปัญหาดังกล่าว

Advertisement

ออกจากโรงเรียนโดยอ้างเหตุผลเพื่อไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมขององค์กรโดยที่ข้าราชการครูผู้ถูกสั่งย้ายไม่ได้กระทำผิดวินัยและไม่ได้มีคำร้องขอย้ายนั้น การกระทำลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบได้หรือไม่

คดีปกครองที่จะนา มาเล่าให้ฟังในฉบับนี้เป็นเรื่องของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(อธิบดีกรมสามัญศึกษา เดิม) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1)ได้มีคำสั่ง โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค. กรมสามัญศึกษา ย้ายข้าราชการครู(ผู้ฟ้องคดี) ซึ่งทำหนังสือร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค
และต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากผู้อำนวยการโรงเรียนเบิกเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยไม่ถูกต้องและดำเนินการบริหารราชการในหน้าที่โดยไม่ชอบดว้ยกฎหมายโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า

การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวายและความแตกแยกภายในโรงเรียน รวมท้งัเป็นการดา เนินการร้องเรียนผู้บังคับ บัญชา ข้ามขั้นตอน และให้ข่าวต่อสื่อมวลชนโดยไม่มีหน้าที่ เพื่อเป็นการระงับเหตุขัดแย้งภายในโรงเรียน ประกอบกับโรงเรียนมีอัตราเจ้าหน้าที่เกินกรอบอตัรากำลังและโรงเรียนที่สั่งย้ายให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติหน้าที่นั้นมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติานไม่ครบตามกรอบอตัรากำลังผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบทำให้ได้รับความเสียหายเนื่องจากได้กระทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและไม่ได้มีเจตนาก่อให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยก
แต่ประการใด

จึงฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งย้ายและเรียกค่าเสียหายการมีคำสั่งย้ายข้าราชการครูของผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1เป็ นการกระทำไปโดยมีอำนาจและถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ? และการใช้อำนาจดังกล่าวนี้ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ?

คดีนี้มีข้อกฎหมายที่สำคัญ

คือ มาตรา 42วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 46วรรคหนึ่งแห่งพระราชบญั ญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 ซึ่งกำหนดว่าการบรรจุและแต่งตั้งให้ ข้าราชการครูดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ 7และระดับ 6 นั้น ให้ อธิบดีโดยอนุมัติอ.ก.ค. กรม เป็นผู้มีอำนาจบรรจุและแต่งตั้ง และการย้ายข้าราชการครูให้ ไปดำรงตำแหน่งอื่นในกรมเดียวกัน ต้องย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับเดียวกัน

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1ได้พิจารณาออกคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดีโดยได้ร้บความ
เห็นชอบจาก อ.ก.ค. กรม ประกอบกับได้พิจารณาถึงความเหมาะสมตามกรอบอัตรากำลังทั้งโรงเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่และโรงเรียนที่จะย้ายผู้ฟ้ องคดีไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยขั้นตอนและวิธีการอันเป็ นสาระสำคัญแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้บริหารโรงเรียนอันเนื่องมาจากการร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนและได้มีการร้องต่อสื่อมวลชนจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีความระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับผู้ฟ้้องคดีกรณีย่อมเห็นได้ว่าการบริหารงานของโรงเรียนย่อมมีปัญหาจากความไม่เข้าใจกัน

ซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการและการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และเมื่อการออกคำสั่งย้ายได้พิจารณาอัตรากำลังข้าราชการครูแต่ละโรงเรียนประกอบกับการย้ายถือเป็นการออกคำสั่งทางการบริหารเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเมื่อองค์กรมีปัญหา อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมขององค์กรและเพื่อให้การบริหารจัดการโรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้

แม้จะมีการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ฟ้องคดีและผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว แต่คู่กรณีก็ยังมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ความขัดแย้งภายในโรงเรียนจึงยังคงมีอยู่ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้เลือกใช้มาาตรการในการออกคำสงั่ ย้ายผู้ฟ้้องคดีจึงถือเป็นการกระทำที่จำเป็นและเหมาะสมพอสมควรแก่เหตุแล้ว

อีกทั้ง การย้ายข้าราชการเป็ นอำนาจของผู้บังคับบัญชาโดยตรงซึ่งแม้จะไม่มีคำร้องขอย้ายก็มีอำนาจในการพิจารณาย้ายข้าราชการเพื่อความเหมาะสมในการบริหารองค์กรได้คำสั่งย้ายผูฟ้้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 263/2553)

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า การมีคำสั่งย้ายข้าราชการเป็นอำนาจดุลพินิจของผู้บังคบับัญชาซึ่งจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในงานตามหน้าที่และหากการใช้อำนาจเป็นไปในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นการใช้อำนาจไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับข้าราชการโดยเฉพาะ “ข้าราชการครู”ว่าการเกิดข้อโต้แย้งหรือคอยจับผิดจนเกิดการร้องเรียนกล่าวหาระหว่างกัน นอกจากจะเป็ นแบบอย่างที่ไม่ดีในสายตาของเด็ก เยาวชน หรือผู้ปกครองแล้วยังอาจส่งผลไปถึงสถานะและตำแหน่งหน้าที่อีกด้วย ดังน้นั จึงควรร่วมมือร่วมใจกัน
ปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีกับองค์กรดีกว่าครับ !

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 21กรกฎาคม 2555

You might also like