Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

“หมอธี” ยกระดับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

Advertisement

“หมอธี” ยกระดับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เพิ่มเพื่อน
รมว.ศึกษาธิการ เดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พัฒนาตำราเรียนระดับ 5 ดาว เผยให้อิสระผู้บริหารโรงเรียนในการบริหารจัดการหลักสูตร ไม่บังคับว่าทุกโรงเรียนต้องสอนเหมือนกัน

Advertisement

วันนี้ (21 ธ.ค.)รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะทำงานปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ว่า การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ ไม่ใช่การรื้อหลักสูตรแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งตนจะวางแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยในระดับประถมศึกษา จะเพิ่มการเรียนคอมพิวเตอร์ สอนเด็กให้รู้จักการใช้โปรแกรม ไม่ใช่เรียนเพื่อให้คอมพิวเตอร์มาสอนคน ส่วนระดับมัธยมศึกษา จะเพิ่มหลักสูตรการออกแบบเทคโนโลยี นอกจากนี้จะแยกวิชาภูมิศาสตร์ออกมาเป็นวิชาเฉพาะ ไม่รวมอยู่ในวิชาสังคมศึกษา เพราะภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องเชื่อมโยงกับวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งตนได้ตั้งคณะทำงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ เข้ามาจัดทำหลักสูตรวิชาดังกล่าวโดยเฉพาะ

Advertisement

“ การบริหารจัดการหลักสูตรจะยืดหยุ่นไม่บังคับว่าทุกโรงเรียนจะต้องสอนเหมือนกัน แต่จะมีคำแนะนำว่าควรสอนอย่างน้อยกี่ชั่วโมงและไม่เกินกี่ชั่วโมง โดยให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และ สพฐ.จะเป็นผู้กำกับดูแลและสุ่มตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นการปลดปล่อยการบริหารจัดการหลักสูตร ไม่ใช่เป็นการรวมศูนย์การทำงานจากส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา ” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงตำราเรียนให้เป็นตำราเรียนระดับ 5 ดาว โดยจะเริ่มในวิชาคณิตศาสตร์ก่อน ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งทีมวิจัยไปทดลองใช้วิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนแล้ว และจะประเมินผลการทดลองใช้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เพื่อจะนำตำราเรียนคณิตศาสตร์ระดับ 5 ดาวมาใช้จริงในปีการศึกษา 2560 รวมถึงจัดทำมาตรฐานวัดคุณภาพหนังสือเรียนของสำนักพิมพ์เอกชนด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือที่ดีและมีมาตรฐานอย่างแท้จริง สำหรับการดำเนินโครงการโรงเรียนไอซียู หรือ โรงเรียนที่ประสบวิกฤติทางการศึกษานั้น ตนได้สั่งการให้ สพฐ.สำรวจโรงเรียนไอซียู โดยตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพโรงเรียนไอซียูให้ได้ 3,000 โรงต่อปี ซึ่ง สพฐ.ได้นำเสนอโรงเรียนที่มีผลคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ต่ำมาเข้าโครงการก่อน แต่ตนเห็นว่าควรเลือกโรงเรียนที่มีปัญหาทางกายภาพ เช่น ขาดครู ขาดสื่อการเรียนการสอน เป็นต้น ไม่ใช่แค่ดูผลคะแนนโอเน็ตเพียงอย่างเดียว.
You might also like