Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

เกณฑ์ย้ายครูใหม่ ต้องอยู่โรงเรียนเดิม 4 ปี มีผลตั้งแต่ ม.ค. 59

Advertisement

วันนี้(23 กรกฎาคม 2558) ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยผลประชุม ก.ค.ศ. 8/2558 ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการการเห็นชอบหลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครู โดย
พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 8/2558 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2558 ในประเด็นที่สำคัญ โดยสรุป ดังนี้

เห็นชอบหลักเกณฑ์ฯ การย้ายข้าราชการครู สพฐ.

ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู (สายงานการสอน) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยให้ผู้ประสงค์ขอย้ายสามารถยื่นคำร้องขอย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่กำหนดไว้เดิม ตามหลักเกณฑ์ ว8/2549 ได้อีกเพียง 1 ครั้ง ในระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2558 หลังจากนั้นให้ยื่นคำร้องขอย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่กำหนดใหม่นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใหม่ มีดังนี้

– การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู มี 3 กรณี คือ

1) การย้ายกรณีปกติ เป็นการย้ายตามคำร้องขอย้าย สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้ปีละ 1 ครั้ง ในเดือนมกราคมของทุกปี โดยให้ยื่นคำร้องได้เพียงเขตพื้นที่การศึกษาเดียว

2) การย้ายกรณีพิเศษ เป็นการย้ายตามคำร้องขอย้าย สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้ตลอดปี พร้อมหลักฐานของทางราชการหรือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ความเห็นและคำรับรองของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

3) การย้ายกรณีเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ เพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา หรือเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา

3.1 การย้ายเพื่อแก้ปัญหาในการบริหารจัดการในสถานศึกษา ให้คำนึงถึงความเหมาะสม ประโยชน์ของทางราชการ และความเป็นธรรมแก่ผู้นั้นด้วย โดยให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนมีการดำเนินการย้าย

3.2 การย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการ พิจารณาย้ายผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ หรือวิชาเอกตรงตามความจำเป็นไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาใหม่ได้ โดยเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายก่อนเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาให้ความเห็นชอบ

3.3 การย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา กรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการ เห็นว่าสถานศึกษาใดมีอัตรากำลังเกินกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด และเป็นตำแหน่งที่มีคนครองให้เสนอคณะกรรมการกลั่นกรอง และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา โดยตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน

3.4 การย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ ให้พิจารณาจากคำร้องขอย้าย หรือหากมีกรณีที่ไม่จำเป็นต้องมีคำร้องขอย้าย ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย

– คุณสมบัติผู้ขอย้ายกรณีปกติ ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งครูในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ (ครูผู้ช่วย 2 ปี + ครู 2 ปี = 4 ปี) และไม่อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อเต็มเวลา ส่วนการย้ายสับเปลี่ยนกับตำแหน่งที่มีคนครอง ในวันที่ยื่นคำร้องขอย้ายต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 เดือน นับถึงวันที่ 30 กันยายนของปีที่ครบเกษียณอายุราชการ

– การพิจารณาคำร้องขอย้าย

1) การย้ายกรณีปกติ ให้ใช้พิจารณาย้ายปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในเดือนเมษายน ครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเป็นพิเศษ อาจพิจารณาการย้ายมากกว่า 1 ครั้งก็ได้ และใช้พิจารณาย้ายได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีเดียวกัน

2) การย้ายกรณีพิเศษ ให้ใช้พิจารณาได้ตลอดปี

3) การย้ายกรณีเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ ให้ใช้พิจารณาได้ตลอดปี

– องค์ประกอบการพิจารณาย้าย ให้ยึดหลักธรรมาภิบาล หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับเป็นสำคัญ โดยพิจารณาจาก

1) ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ หรือวิชาเอก ตามความจำเป็นของสถานศึกษา

2) ลำดับสถานศึกษาที่ผู้ขอย้ายมีความประสงค์จะย้ายไปปฏิบัติงาน

3) ระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาปัจจุบัน

4) สภาพความยากลำบากในการปฏิบัติงานในสถานศึกษาปัจจุบัน

5) เหตุผลการขอย้าย

6) ความอาวุโสตามหลักราชการ

7) ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขอบคุณข่าวจาก : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 23 กรกฎาคม 2558

—————————————– ข่าวจากเดลินิวส์————————————-

“ณรงค์” เผยบอร์ด ก.ค.ศ.ปรับเกณฑ์การย้ายข้าราชการครู
พร้อมคลอดเกณฑ์ใหม่สอบบรรจุครูผู้ช่วย กำหนดให้สมัครสอบได้แห่งเดียว
สกัดทุจริต-รับจ้างเข้าสอบ

วันนี้ (23 ก.ค.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า
เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
ได้ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
โดยหลักเกณฑ์เดิมกำหนดไว้ว่า การยื่นคำร้องขอย้ายจะต้องเป็นครูครบ 1 ปี
ถึงจะทำเรื่องขอย้ายได้ แต่หลักเกณฑ์ใหม่ คือ กรณีขอย้ายปกติ
จะต้องปฏิบัติงานในตำแหน่งครูในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อย
กว่า 24 เดือนนับถึงวันที่ยื่นคำขอ โดยเป็นครูผู้ช่วย 2 ปี และ ครู 2 ปี
รวม 4 ปี ไม่อยู่ระหว่างลาศึกษาต่อเต็มเวลา
ส่วนการย้ายสับเปลี่ยนกับตำแหน่งที่มีคนครอง
ในวันที่ยื่นคำร้องขอย้ายและต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 เดือน
นับถึงวันที่ 30 กันยายนของปีที่ครบเกษียณอายุราชการ
สำหรับการย้ายกรณีพิเศษและการย้ายกรณีเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทาง
ราชการ ยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม

” เหตุผลของการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว
เพราะเห็นว่าหากครูยื่นคำร้องขอย้ายบ่อยผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน
เพราะต้องเปลี่ยนครู ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน
สามารถยื่นคำร้องขอย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้เดิม ตามหลักเกณฑ์
ว8/2549 ได้อีกเพียง 1 ครั้ง คือ ในระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2558
และให้ยื่นคำร้องขอย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใหม่นี้
ในเดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า
ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง
บุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตำแหน่งครูผู้ช่วย สพฐ. โดยหลักเกณฑ์ใหม่กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน
โดยให้รวมกลุ่มกันในพื้นที่เขตตรวจราชการ
เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่เห็นสมควร
เป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบตามหลักสูตรที่กำหนด
และต้องสอบทุกภาคในคราวเดียวกัน อีกทั้งการประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย
จะกำหนดให้สมัครได้เพียงแห่งเดียวไม่วิ่งสมัครหลายที่เหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้
ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย
สังกัด สพฐ.
โดยให้ดำเนินการได้เฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เปิดสอบแข่งขันแล้ว
ไม่มีผู้สมัครสอบแข่งขัน ไม่มีผู้สอบแข่งขันได้ หรือ
มีผู้สอบแข่งขันไม่เพียงพอกับตำแหน่งว่าง ทั้งนี้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใดไม่ได้เปิดรับสมัครสอบแข่งขันก็ไม่สามารถขอราย
ชื่อผู้สอบแข่งขันของเขตอื่นได้ โดยให้หลักเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ทันที

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สพฐ.กำลังขาดครู จำนวน 8,000 อัตรา
คาดว่าเปิดรับสมัครสอบประมาณเดือนกันยายนนี้
ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์สอบครูผู้ช่วยใหม่
โดยเฉพาะการกำหนดให้สมัครได้ที่เดียวนั้น เพื่อป้องกันการทุจริต
เพราะที่ผ่านมาเปิดโอกาสให้ผู้สมัครวิ่งสมัครสอบได้หลายที่
จึงทำให้มีผู้รับจ้างสอบเกิดขึ้น
และเมื่อประกาศผลสอบก็มีรายชื่อสอบได้ถึงสองที่.“

อ่านต่อที่ : http://dailynews.co.th/education/336830

Advertisement

You might also like