Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

เด็กหนีเรียน แก้อย่างไรให้ตรงจุด

Advertisement

0

ช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่สารวัตรนักเรียน(พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤติ)  ร่วมออกตรวจค้นหาเด็กหนีเรียนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

    

        แนวปฏิบัติเมื่อพบเด็กหนีเรียนของคณะของผมที่ไปด้วย  คือ จะมีการตำหนิ ดุด่าว่ากล่าว สั่งสอนตักเตือน  พร้อมกับแจ้งโรงเรียน หรือ ผู้ปกครองให้ทราบ

       ผมมีความคิดเห็นว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ซึ่งเป็นการระงับปัญหาได้ชั่วคราว   จะแก้ปัญหาให้ยั่งยืน  ต้องแก้ที่ต้นเหตุครับ

      เพราะปัญหาเด็กหนีเรียน   ต้นเหตุของการหนีเรียน นักวิชาการได้วิเคราะห์เอาไว้ว่าที่เด็กหนีเรียนเป็นเพราะ

      ๑. ปัญหาการเรียน  เรียนไม่รู้เรื่อง เนื่องจาดเชาว์ปัญญาต่ำ

      ๒. เบื่อหน่ายการเรียนการสอน กฏระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน

      ๓. ปรับตัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้   ไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม

      ๔. ถูกชักจูงจากเพื่อนไปแหล่งที่มีความสุข สนุก น่าสนใจ กว่าในห้องเรียน

      ๕. ครอบครัวไม่มีความสุข   ขาดความรักความเข้าใจจากพ่อแม่

 

      การแก้ปัญหาเด็กหนีเรียนให้ตรงจุด  คงจะต้องแก้ให้ตรงกับสาเหตุดังกล่าวทั้ง ๕ ข้อ ข้างต้นครับ

       นั่นคือ  “ให้ความรัก ก่อน ให้ความรู้”

      เมื่อพบเด็กหนีเรียน ก็คงจะต้องซักถามพูดคุยอย่างเป็นกันเอง  ถึงสาเหตุที่หนีเรียน  เพื่อจะได้หาทางประสานร่วมมือกันแก้ให้ตรงจุด ระหว่างบ้าน และ โรงเรียน  โดยทำความเข้าใจร่วมกันกับโรงเรียน  ในเรื่องของการจะทำอย่างไรให้เด็กอยู่ในโรงเรียนอย่างมีความสุข   และ ทางบ้าน ในเรื่องของการให้ความรักความอบอุ่น

      

         ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนอยากเป็นคนดี และ ต้องการเป็นคนดี  แต่ที่เขาขาด คือ ขาดความรัก และ ขาดการยอมรับ

        เมื่อเขาได้รักความรัก และ การยอมรับ  จากทางบ้าน และ โรงเรียน  ผมว่าปัญหาหนีเรียนจะลดลงครับ  


และขอนำ ปัญหาของเด็กโดดเรียนและการแก้ปัญหา มาให้อ่านเพิ่มเติมดังนี้ครับ


ปัญหาของเด็กโดดเรียนและการแก้ปัญหา

มีการไปจับเด็กตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ร้านเกม ซึ่งก็พบเด็กหนีโรงเรียนจำนวนมากแทบทุกแห่งทั่วไป ทั้งๆ ที่โรงเรียนเพิ่งเปิดได้เพียง 2 – 3 สัปดาห์ เด็กน่าจะยังต้องการไปโรงเรียนหลังปิดเทอมมายาวนาน อยากมาพบเพื่อนเก่าใหม่ ครูประจำชั้น มาเรียนวิชาที่สนใจ กิจกรรมที่รวมตัวกัน เป็นต้น

          ทำไมเด็กไม่ชอบโรงเรียน หนีเรียน ไม่มีความสุขในโรงเรียน น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันทีเดียว มุมมองในอดีต เรามักจะโทษการหนีโรงเรียนไปเที่ยวข้างนอกว่า เป็นเด็กเกเร ไม่รักดี ขี้เกียจ ขาดความรับผิดชอบ เอาแต่เที่ยวเตร่ เป็นปัญหาพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก

          ในปี พ.ศ.2551 โครงการไชลด์วอทช์ (Child Watch) ค้นพบว่าสถานการณ์และปัญหาเด็กและเยาวชน 5 เรื่องใหญ่ คือ

          1. เด็กขาดความสุขไม่ชอบไปโรงเรียน

          2. การตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นหญิง

          3. คุกเด็กสถานพินิจล้น

          4. เด็กอ้วน

          5. เด็กติดเกม อินเตอร์เน็ต มือถือ

ผู้เขียนค่อนข้างแปลกใจมากเด็กมีอาการเบื่อเรียนเร็วมาก โรงเรียนเพิ่งเปิดหมาดๆ เด็กก็เริ่มหนีเรียนกันแล้ว ในชีวิตที่ต้องลงภาคสนาม คลุกคลีกับเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด ผู้เขียนพบว่าในแต่ละวันอย่างน้อยจะพบเด็กหนีเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกวันตามแหล่งมั่วสุมต่างๆ ภาพเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาใส่ชุดนักเรียนชายหญิง เดินจับมือถือแขนกันเป็นคู่ๆ แทนภาพนิสิตนักศึกษามากยิ่งขึ้น เห็นนัยน์ตาหื่นๆ ของเด็กชายที่พยายามลวนลามนักเรียนหญิงที่ยังเอียงอาย เอามือปิดป้องอวัยวะของตัวเองก็มีไม่น้อยกว่า 2 – 3 คู่ ในแต่ละวัน

 เกิดอะไรขึ้นจากสภาพสังคมไทย โรงเรียนมิใช่คำตอบ สถาบันที่เตรียมสร้างและหล่อหลอมเด็กไทยให้มีคุณภาพต่อไปใช่หรือไม่ ครูดูแลเด็กเพิ่มมากขึ้น ลดลง หรือทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า เด็กทำผิดเกิดจากเรียกร้องสิทธิเด็กมากเกินไปหรือเปล่า ผู้เขียนจะพยายามอธิบายปรากฏการณ์เด็กหนีโรงเรียนตามข้อค้นพบจากงานวิจัยดังต่อไปนี้

          1. นิสัยและทัศนคติต่อการเรียนของเด็กไม่ชัดเจน เด็กไม่ทราบว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการประกอบอาชีพอะไรในอนาคต ค่อนข้างเลื่อนลอย ขาดเป้าหมายและความมุ่งมั่นของการเรียนรู้เพื่ออะไร เด็กจึงสักแต่เรียนไปวันๆ ไม่มีชีวิตชีวา

          เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มสนใจสังคมเพื่อน การเข้าสู่เรื่องเพศจากสื่อต่างๆ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อพูดคุย ดูภาพโป๊ ความบันเทิงและอื่นๆ เมื่อเพื่อนชักชวนโดดเรียนจึงแทบไม่รีรอเพราะพ้นจากรั้วโรงเรียนคือความอิสระ ทำอะไรที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่ มีเพื่อนต่างเพศ คู่รัก สังคมที่พูดภาษาเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน รสนิยมเหมือนกัน มีความสุขในสังคมเพื่อนและสิ่งแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทำอะไรก็ได้

สวนสัตว์ สวนสาธารณะจึงเป็นที่เดินเที่ยวจูงมือกัน มีมุมธรรมชาติไว้พลอดรัก พูดคุยสนุกสนานได้ ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เดินดูของ เล่นเกม ดูภาพยนตร์ สำรวจมือถือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพลิดเพลินเจริญตา ไม่น่าเบื่อหน่าย เป็นต้น

          2. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเปลี่ยนบทบาทไป ครูทุ่มเท เอาใจใส่ ช่วยติดตามแก้ไขปัญหา ตักเตือนดุด่าว่ากล่าว เฆี่ยนตีลดลง ครูถอยมาก้าวหนึ่งของวิชาชีพ ดูแลเด็กตามบทบาทหน้าที่ (Function) ที่ได้รับกำหนดมา คือ สอนหนังสือให้ครบตามคาบเวลา ตักเตือนเด็กให้ตั้งใจเรียน มีความประพฤติเหมาะสม ถ้าต้องลงโทษเฆี่ยนตีทำไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ต้องเป็นเรื่องของเด็กและครอบครัวจัดการกันเอง ความสัมพันธ์ในเชิงกัลยาณมิตรกับศิษย์จึงลดลง

          ยิ่งปัจจุบันครูไม่น้อยมาทำงานเอกสารด้านวิชาการรายงานการวิจัยกันมาก เพื่อเพิ่มวิทยฐานะความก้าวหน้าของตนเอง การทุ่มเทเพื่อศิษย์จึงลดลงไปเป็นอันมาก ยิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองมัวแต่ทำงานหาเงินกันตลอดเวลา มีเวลาน้อยจึงปรนเปรอลูกด้วยวัตถุนิยม เมื่อลูกทำผิด ถูกครูทำโทษจึงมักปกป้องสิทธิลูกเกินกว่าเหตุ กล่าวโทษครูจนปรากฏเป็นข่าว สุดท้ายเด็กนักเรียนจึงถูกทอดทิ้งทั้งจากครูและพ่อแม่ไปโดยไม่รู้ตัว และค่อยๆ ถูกผลัก หนีเรียน

          ข้ามรั้วโรงเรียนสู่สังคมที่เต็มไปด้วยพื้นที่เสี่ยงมากมาย สื่อลามกอนาจาร ยาเสพติด ร้านเกม ตู้ม้า เหล้าปั่นและอื่นๆ การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานเป็นที่สุด สังคมภายนอกโรงเรียนจึงสนุกกว่า เร้าใจกว่า ไร้ระเบียบ ไม่มีใครดุด่าว่ากล่าว เป็นสังคมที่ทำอะไรได้ตามใจหรือตามความต้องการของตัวเองและสังคมเพื่อนอย่างมีความสุขที่สุดก็เป็นได้

          3. กระบวนการสอนของครูตามระบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2251 ครูยังสอนเน้นการบรรยาย เน้นความจำตามหนังสือ 8 กลุ่มสาระ 67 มาตรฐาน อัดแน่นเชิงเนื้อหาวิชาตลอดทั้งวัน วันละ 6 – 7 คาบ ในเนื้อหา 8 กลุ่มพบว่า เนื้อหาทางด้านสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยีตกยุคและล้าสมัยเป็นอย่างยิ่ง ขาดความน่าสนใจเป็นที่สุด

4. การกวดวิชาอย่างเอาเป็นเอาตายของนักเรียน ค่านิยมของเด็กและผู้ปกครองต้องการให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ การกวดวิชาแทบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่เว้น เพื่อเรียนเทคนิคการทำข้อสอบ ทำให้เด็กไม่ได้พักผ่อน สนุกสนาน ทำกิจกรรมตามวัยที่ควรจะเป็น

          ถูกบังคับให้เรียนตาม 8 กลุ่มสาระ มีคะแนนเฉลี่ย GPAX สูงไว้เพื่อได้เปรียบผู้อื่นๆ เด็กรู้ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มาหาเทคนิคที่โรงเรียนกวดวิชาดีกว่าที่โรงเรียน ที่โรงเรียนเรียนบ้าง โดดบ้าง โรงเรียนก็ปล่อยเกรดอยู่แล้ว

          การโดดเรียน หนีเรียนจึงเป็นปฏิกิริยาต่อต้านระบบบังคับชีวิตนักเรียนจนเกินไป หาพื้นที่เพื่อนเพื่อปลดปล่อยตนเองบ้าง ทำชีวิตให้ผ่อนคลายขึ้น เพราะแบกค่านิยมและความต้องการของคนอื่นมาโดยตลอด

          การหนีเรียนยังมีสาเหตุอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีปัญหากับเพื่อน ครูบางคน ผู้บริหารที่เข้มงวดจนเกินไป และอื่นๆ การแก้ไข คือ โรงเรียนต้องมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ผู้บริหารกล้าคิดนอกกรอบ เปิดโรงเรียนให้ระบบหลักสูตรเกิดความเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ภายนอกมากยิ่งขึ้น มีโครงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามความสนใจ ครูกับพ่อแม่พูดคุยปรึกษาหารือกัน แก้ปัญหาและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลได้ สอนเด็กให้รู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึก เติมเต็มในเรื่องทักษะชีวิตและภูมิต้านทาน

          พ่อแม่ควรลดเวลาการทำงานลง ทุกวันมีกิจกรรมร่วมกัน เวลาคุณภาพ 20 – 30 นาที พูดคุยกับลูก การสร้างอัตลักษณ์ อนาคตที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น เสริมแกร่งความมุ่งมั่น หัดให้เด็กช่วยงานบ้าน รู้จักการทำงานและอดทน หมั่นกอดลูกทุกวัน รู้จักสังคมเพื่อนของลูกทุกคน

ปัญหาการเรียนที่เกิดจากตัวเด็ก

1. ความผิดปกติทางเชาวน์ปัญญา

เด็กมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ มักจะได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่วัยทารกหรือวัยก่อนเรียน ส่วนเด็กที่สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ไม่มาก มักได้รับการวินิจฉัยช้ากว่าคือเมื่อเด็กเริ่มเรียนชั้นอนุบาลหรือประถมต้น จะเรียนไม่ทันเพื่อน หรือสอบตกซ้ำชั้น แต่ก็จะสามารถเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 4-6 ได้ ถ้าได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม 

2. ประสาทการรับรู้ผิดปกติ

เด็กที่หูตึงหรือหูหนวก จะมีปัญหาการสื่อสารและการพูด ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กจะมีปัญหาด้านการอ่าน คำนวณ รวมทั้งอาจมีปัญหาการปรับตัว และปัญหาพฤติกรรมตามมา

ส่วนเด็กที่มีการมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาสั้น ตาเอียง หากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็ก

เด็กที่มีปัญหาการมองเห็นอย่างมาก เช่น ตาบอด จะมีพัฒนาการล่าช้าในหลายๆ ด้าน ทั้งการเคลื่อนไหว การพูดและการใช้ภาษา การเล่นและการเข้าสังคม 

3. ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง

            ประมาณ 1 ใน 4 ถึง 2 ใน 3 ของเด็กที่เจ็บป่วย เรื้อรังจะมีปัญหาการเรียนร่วมด้วย จากหลายปัจจัย เช่นโรคที่เป็นอยู่อาจมีผลกระทบต่อสมองโดยตรง เช่น โรคลมชัก หรือมีความพิการของสมอง ทำให้มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ หรือความเจ็บปวดที่ได้รับจากโรค อาจรบกวนสมาธิในการเรียน เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟิเลีย มีเลือดออกในข้อบ่อยๆ จะจำกัดการเคลื่อนไหวและมีความเจ็บปวดทรมานขณะเคลื่อนไหว ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน ขาดเรียนบ่อย ส่งผลให้ความคาดหวังของครูและผู้ปกครองลดลง

ยาที่ใช้ เช่น ยากันชัก ยาลดน้ำมูก อาจทำให้เซื่องซึมหรือง่วงนอน ยากันชักบางตัว (เช่น ฟีโนบาร์บิทาล) อาจทำให้สมาธิสั้น ซน อยู่ไม่นิ่ง ยาบางตัวอาจทำให้อ่อนเพลีย (เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง)

4. ภาวะทางอารมณ์ผิดปกติ

ปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรืออาจเป็นผลตามมาจากการที่เด็กมีปัญหาการเรียนอยู่ก่อนแล้วก็ได้

ประมาณร้อยละ 30-80 ของเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์จะมีปัญหาทางด้านการเรียนร่วมด้วย

ถ้าเด็กมีปัญหาพฤติกรรมที่แสดงออกชัดเจน เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน หรือรบกวนการเรียนการสอนของครูและเพื่อนในชั้น มักจะถูกส่งมาปรึกษาแพทย์เร็วกว่าเด็กที่มีปัญหาอารมณ์ที่เก็บกดไว้ภายใน เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า เพราะฉะนั้นการประเมินเด็กที่มาด้วยปัญหาการเรียนจะต้องประเมินปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ด้วยเสมอ

5. การเรียนรู้ด้อย

คำว่าการเรียนรู้ด้อย (Learning disability หรือ LD) หมายถึง ภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากการทำงานของสมองผิดปกติ ทำให้เรียนไม่ได้เต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยอาจแสดงออกถึงความบกพร่องเรื่องการฟัง คิด อ่าน พูด เขียน หรือคำนวณ ซึ่งการเรียนรู้ด้อยเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อนหรือปัญหาทางอารมณ์ (คนตาบอด หูหนวก หรือปัญญาอ่อน อาจมีสภาวะการเรียนรู้ด้อยร่วมด้วยได้) โดยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะต่ำกว่าระดับสติปัญญา หรือศักยภาพที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ปีหรือมากกว่า

ส่วนใหญ่จะไม่รู้สาเหตุของการเรียนรู้ด้อย แต่พบได้เพิ่มมากขึ้นในครอบครัวที่เคยมีเด็กการเรียนรู้ด้อย รวมถึงเด็กที่มีประวัติแม่ใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ เด็กคลอดก่อนกำหนด ขาดออกซิเจนหรือสมองมีการทำงานผิดปกติ จากการติดเชื้อ อุบัติเหตุหรือได้รับสารพิษ เช่น สารตะกั่ว

Advertisement

ถึงแม้การวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้ด้อยจะทำในเด็กที่เข้าเรียนแล้ว แต่เด็กวัยก่อนเรียนอาจมีลักษณะของเด็กที่การเรียนรู้ด้อยให้สังเกตเห็น เช่น เป็นเด็กเลี้ยงยาก หรือซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น ไม่ทำตามคำสั่ง เข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า คือพูดช้า พูดไม่ชัด เรียนรู้คำใหม่ๆ ได้ช้า เลือกใช้คำไม่เหมาะสม มีปัญหาการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลข ตัวอักษร และเวลา เด็กเหล่านี้เมื่อโตขึ้นอาจมีปัญหาการเรียนรู้ด้อย จึงต้องเฝ้าระวัง สังเกต ติดตาม และหาทางช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ

6. สมาธิสั้น

สมาธิสั้นเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่พบได้ บ่อยของเด็กวัยเรียน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง การวินิจฉัยนั้นแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ ขาดสมาธิ และซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ทำก่อนคิด

เด็กบางคนมีปัญหาขาดสมาธิอย่างเดียว บางคนปัญหาส่วนใหญ่คือซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น  และเด็กบางคนมีทั้งขาดสมาธิและซนอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่นร่วมกัน มักพบว่ามีอาการก่อนอายุ 7 ขวบ และต้องมีอาการอยู่อย่างน้อย 6 เดือน โดยอาการเหล่านี้ไม่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็กวัยเดียวกัน พบได้เกือบตลอดเวลาทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

เด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นมักมีปัญหาพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย เช่น ปัญหาการเรียน การพูด และการใช้ภาษา ปัญหาการปรับตัวเข้าสังคม ต่อต้าน ไม่ร่วมมือ ชอบทำผิดระเบียบ เครียด กังวล เป็นต้น

การรักษาใช้การปรับสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนร่วมไปกับการใช้ยาในผู้ป่วยบางราย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้ เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ลดปัญหาการเรียนและปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากสมาธิสั้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

7. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ

บางคนเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน มีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ โดยเด็กอาจจะมีพรสวรรค์พิเศษด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี หรือการเป็นผู้นำ

เด็กที่มีความสามารถพิเศษพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของเด็ก ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถพิเศษของเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจ ภาคภูมิใจในตนเองและมีความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนรู้ เพราะเด็กที่มีพรสวรรค์ พิเศษจะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้น เข้าใจบทเรียนได้รวดเร็ว และประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาได้ต่างจากเพื่อน และอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายชั้นเรียนและระบบการเรียนการสอนจนกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาการเรียนและปัญหาพฤติกรรม

ปัญหาการเรียนที่เกิดนอกตัวเด็ก

1. ปัญหาครอบครัวและสังคม

ปัญหาภายในครอบครัวที่พบได้บ่อยๆ คือความขัดแย้งภายในครอบครัว พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่าร้าง มีการกระทำทารุณต่อเด็ก ทอดทิ้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ

ส่วนปัญหาทางสังคม เช่น ฐานะยากจน พ่อแม่ตกงาน ติดยาเสพติด ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ เพราะเครียดกังวลกับปัญหาภายในครอบครัว อาจซึมเศร้า ก้าวร้าว ต่อต้าน หรือมีปัญหาพฤติกรรมอื่นตามมา

นอกจากนี้ ความคาดหวังของพ่อแม่ที่มีมากเกินไป หรือการละเลยไม่เอาใจใส่และไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ล้วนส่งผลต่อการเรียนของเด็กทั้งสิ้น

2. ปัญหาที่โรงเรียน

การจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก หลักสูตรของโรงเรียนที่เข้มงวดเร่งรัดมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลย 

อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ได้มาตรฐาน สื่อต่างๆ ไม่ได้คุณภาพหรือไม่เหมาะสม

คุณภาพของครู ความสามารถและเทคนิคของ ครูผู้สอนในการสร้างแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน

จำนวนนักเรียนที่มากเกินไปในแต่ละห้อง อัตราส่วนของครูและนักเรียนไม่เหมาะสม เช่น ครู 1 คน ต่อเด็กนักเรียน 60-70 คน

กฎระเบียบและวิธีการลงโทษเมื่อเด็กทำผิด การให้คำชมเชยและให้กำลังใจเมื่อเด็กมีความพยายาม หรือทำได้สำเร็จ มีส่วนส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียน อาจเป็นแรงเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กด้วยเช่นกัน เช่น เด็กไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะถูกเพื่อนแกล้งหรือล้อเลียนบ่อยๆ เป็นต้น

 

การประเมินเด็กที่มีปัญหาการเรียน

เด็กที่มีปัญหาการเรียนจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ครู กุมารแพทย์ หรือแม้กระทั่งตัวเด็กด้วย

1. กุมารแพทย์

สามารถบอกชนิดและความรุนแรงของปัญหา เพื่อหาว่ามีปัญหาด้านสุขภาพที่อาจทำให้เกิดปัญหาการเรียนหรือไม่ เช่น โรคลมชัก หอบหืด เป็นต้น

นอกจากนี้แพทย์ต้องประเมินสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก  สร้างความไว้วางใจและประสานให้เกิดความร่วมมือของพ่อแม่ ครู และตัวเด็ก ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเรียนของเด็กได้อย่างดี

2.  พ่อแม่

การร่วมมือกันแก้ไขปัญหานั้น พ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญมากๆ แพทย์ต้องประเมินข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความเข้าใจต่อปัญหาของพ่อแม่ว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งความสัมพันธ์ที่มีต่อเด็ก ซึ่งปัญหาอาจเกิดมานานจนเป็นความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับเด็ก พ่อแม่อาจวิตกกังวล ผิดหวังในตัวลูก เครียด โกรธที่ไม่ได้ดังใจ ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อแม่กับลูกเสียไป ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้พ่อแม่จะต้องเปิดเผย เช่น

เด็กมีปัญหาพฤติกรรมอื่น นอกจากปัญหาการเรียนหรือไม่ เช่น ต่อต้าน ก้าวร้าว

มีคนในครอบครัวที่มีปัญหาการเรียนหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ พี่ น้อง

สภาพชีวิตความเป็นอยู่ในบ้าน เวลาที่ให้กับลูกและกิจกรรมที่ทำร่วมกัน

ปัญหาของพ่อแม่เอง เช่น ติดเหล้า ยา ซึมเศร้า หย่าร้าง ยากจน ตกงาน มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ทำผิดกฎหมาย รวมถึงทัศนคติและค่านิยมของพ่อแม่ต่อการเรียน ให้ความสำคัญต่อการเรียนของลูกมากน้อยแค่ไหน

3. ครู

ข้อมูลที่ได้จากครูก็มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเด็ก เช่น วิชาที่มีปัญหา ความสนใจ ความตั้งใจ ลายมือ ความสม่ำเสมอในการมาเรียน ผลการเรียนในอดีต (สมุดพก สมุดจดงาน) ความประพฤติในห้องเรียน ความช่วยเหลือหรือการทดสอบที่เคยทำไปแล้ว

4. เด็ก

ข้อมูลจากตัวเด็กตามลำพังมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือเด็กด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเด็กคิดอย่างไรกับปัญหาและเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนของปัญหาการเรียน เช่น สอบตก หนีเรียน หรือมีวิชาใดบ้างที่เป็นปัญหา

ความสัมพันธ์ในครอบครัว หย่าร้าง ย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน ซึ่งอาจทำให้เด็กเครียดและกังวล ไม่มีสมาธิในการเรียน มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ชอบทำ วิชาที่ชอบเรียน

มีการใช้ยา สารเสพติด และแอลกอฮอล์ร่วมด้วยหรือไม่ (โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น) ซึ่งจะทำให้เด็กมีผลการเรียนตกต่ำลงหรือหนีเรียน ขาดเรียนบ่อยหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ เช่น ฮีโมฟิเลีย ต้องหยุดเรียนเพื่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล โรคลมชัก หูน้ำหนวกเรื้อรัง สารตะกั่วเป็นพิษ เลือดจางจากการขาดเหล็ก เป็นต้น รวมทั้งยารักษาโรคบางตัวที่อาจมีผลต่อสมาธิ (เช่น ฟีโนบาร์ บิทาล ทีโอฟิลลีน สูโดอีฟีดรีน)

การตรวจร่างกาย

สังเกตอารมณ์ บุคลิกทั่วไป เช่น กังวล ซึมเศร้า ซนอยู่ไม่นิ่ง

เด็กวัยรุ่นบางคน โดยเฉพาะเด็กชายที่เข้าสู่วัยรุ่นช้า จะมีปัญหาการเรียนได้มากกว่าเด็กหญิงที่เข้าวัยรุ่นช้าเนื่องจากปัญหาการปรับตัว

ปัญหาการได้ยิน การใช้สายตา เช่น หูตึง สายตาสั้น

ตรวจร่างกายตามระบบต่างๆ

ตรวจทางระบบประสาท

ตรวจระดับสติปัญญา ตรวจประเมินความสำเร็จในการเรียน โดยนักจิตวิทยา

การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาการเรียน

เป้าหมายที่สำคัญคือให้ประสบความสำเร็จในการเรียน รักษาความบกพร่องที่พบร่วมด้วย และป้องกันปัญหาพฤติกรรมที่อาจตามมา ต้องให้การช่วยเหลือทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยทำงานเป็นทีม กับสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างพ่อแม่ ครู กุมารแพทย์ และมีการติดต่อประสานงานกันสม่ำเสมอ

1. การให้คำปรึกษา และสร้างความมั่นใจ

อธิบายให้เด็กและผู้ปกครองเข้าใจถึงผลการตรวจ และให้มีความมั่นใจต่อการช่วยกันแก้ปัญหา และเข้าใจถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่จะเป็นประโยชน์กับเด็ก รวมทั้งสถานศึกษาที่จัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ผู้ปกครอง สามารถไปติดต่อได้

2. วางแผนการศึกษา

การปรับเปลี่ยนโปรแกรมการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย มีเป้าหมายชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาจทำได้หลายวิธี เช่น

ให้เรียนซ้ำชั้นเดิม ถ้าสาเหตุเป็นจากการเข้าเรียนเร็วกว่าวัย เช่น เข้าเรียนอนุบาลเมื่ออายุน้อยเกินไป เด็กยังไม่พร้อม ข้อเสียของการให้ซ้ำชั้น คือเด็กจะขาดความมั่นใจ รู้สึกไม่ดีต่อตนเอง ซึ่งพ่อแม่ช่วยได้โดยการให้กำลังใจและให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีค่า

ให้เด็กเรียนร่วมกับเด็กปกติ และให้แยกมาเข้าชั้นเรียนพิเศษในบางวิชา ซึ่งจะมีข้อดีคือในชั้นเรียนพิเศษจะมีอัตราส่วนของครูต่อนักเรียนน้อย ครูดูแลได้ทั่วถึงกว่าชั้นเรียนปกติ ส่วนวิชาที่ไม่มีปัญหาก็ให้เด็กได้เรียนร่วมในชั้นเรียนปกติเพื่อให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติ

เด็กที่มีปัญหามาก อาจจำเป็นต้องแยกเรียนในโรงเรียนพิเศษหรือชั้นเรียนพิเศษทุกชั่วโมง ส่วนวิธีการสอนนั้นอาจใช้การสอนซ่อมเสริม เพื่อเพิ่มทักษะในส่วนที่เด็กบกพร่อง หรือสอนโดยชดเชย โดยใช้ทักษะที่เด็กทำได้ดีไปแก้ไขส่วนที่บกพร่อง เช่น เด็กที่ขาดทักษะการเขียน ครูสอนเสริมโดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้เด็กเขียนได้ดีขึ้น และชดเชยให้เด็กตอบคำถามด้วยปากเปล่าแทนการเขียนใส่กระดาษคำตอบ

3. ฝึกทักษะการเข้ากลุ่มและสังคม

เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีค่า จะช่วยป้องกันปัญหาพฤติกรรมที่อาจตามมา ต้องมองหาว่าเด็กมีจุดเด่นหรือมีความสามารถด้านอื่นอะไรบ้าง เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ชอบช่วยเหลือ ชอบทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออก เกิดความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง โดยมีครู หรือพ่อแม่เป็นผู้ให้กำลังใจ ให้คำชมเชย และให้ความช่วยเหลือ

ขอบคุณที่มา : 
และ