Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

เปิดแผนแก้หนี้ครูทั่วประเทศ ดึงเงินในอนาคตมาชำระแทน

Advertisement

0

หากดูจากงบประมาณที่
กระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 517,000 ล้านบาท
ถือเป็นงบประมาณที่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

กลายเป็นรูปเป็นร่างเสียทีกับแนวทาง “แก้ไขปัญหาหนี้สินครู” ที่
ล่าสุด…
ครม.ได้รับทราบแนวทางทั้งหมดไปแล้ว…ด้วยการออกมาตรการที่เป็นรูปธรรมของ
ธนาคารออมสิน
ที่เปรียบเสมือนเป็นสถาบันการเงินต้นเรื่องของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลา
ยาวนานกว่าหลายสิบปีก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะกี่รัฐบาล
ปัญหานี้…ก็กลายเป็นปัญหาโลกแตกที่วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด
แม้มีมาตรการช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ แต่สุดท้าย!
ก็ย้อนกลับมาอยู่ที่เดิมเสมอ

ยิ่งไปกว่านั้น…หากดูจากงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัด
สรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 517,000 ล้านบาท
ถือเป็นงบประมาณที่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
เนื่องจากรัฐบาลต้องการพัฒนาการศึกษาไทย
แต่จากปัญหาหนี้เสียที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ
ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาการศึกษาได้นั่นเอง

หนี้ครูทะลัก1.2 ล้านล้าน

ต้องยอมรับว่าปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ยังคงเป็นปัญหาระดับประเทศที่ท้าทายฝีมือนายกรัฐมนตรีได้ทุกยุคทุกสมัย
เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมคล้ายกับ “ดินพอกหางหมู”
ก็คงไม่แปลก
เพราะที่ผ่านมาสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีรัฐบาลชุดใดสามารถแก้ไขปัญหาได้
ขาด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญภายใต้การบริหารประเทศของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเร่งสะสางเป็นการด่วนเพราะหากยังเพิกเฉย
ทำเป็นไม่รับรู้กับเรื่องที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบมหาศาลกับธนาคารออมสิน
ที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่มีรัฐบาลเป็นประกัน
ถึงขั้นต้องเสียหลัก เพราะมีหนี้เสียของครูจำนวนมากก็เป็นได้

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีหนี้ในระบบสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท
แบ่งเป็น หนี้เงินกู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและแหล่งกู้อื่น 700,000 ล้านบาท
หนี้ที่กู้กับธนาคารออมสิน
ผ่านทางโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและ
บุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) รวม 7 โครงการ
ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา(สกสค.) รวม 470,000 ล้านบาท คิดเป็น 470,000 ราย
ซึ่งยังไม่นับถึงหนี้นอกระบบ
ที่คาดการณ์ว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด
หรือสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

แนวทางแก้ไข

เมื่อปัญหาที่สะสมมานานเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น
ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้ง
ไว้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของธนาคารออมสิน
เนื่องจากมีการขาดชำระหนี้จำนวนมาก เป็นระยะเวลาต่อเนื่องหรือเรียกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”

ทำให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จและครบวงจรเป็น
การด่วน โดยการออกมาตรการลดภาระหนี้
เพื่อช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน
เป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ
เพื่อต้องการป้องกันครูล้มละลาย จนส่งผลกระทบไม่สามารถประกอบอาชีพได้
เพราะหากครูล้มละลายจะส่งผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่ ทั้งครู ผู้ที่ค้ำประกัน
และสุดท้ายจะกระทบที่สหกรณ์

ที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้แบ่งชั้นลูกหนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่มลูกหนี้วิกฤติรุนแรง
ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องถูกดำเนินคดี หรือถูกบังคับคดี
ลูกหนี้ขาดความสามารถในการชำระหนี้จากสาเหตุที่จำเป็นและมีรายการทรัพย์สิน
น้อยกว่าหนี้สิน,
กลุ่มลูกหนี้ใกล้วิกฤติซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12
งวดติดต่อกัน, ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกัน
และลูกหนี้ปกติ ที่ยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้และสามารถบริหารจัดการหนี้ได้

ดอกต่ำ-ผ่อนนาน

ล่าสุด…ธนาคารออมสินได้ดำเนินโครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพื่อนำมาใช้หนี้เก่าเท่านั้น
(รีไฟแนนซ์) ยิ่งไปกว่านั้นธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 4%
จากดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 6-6.5% เป็นเวลา 20 ปี
เพื่อช่วยลดภาระค่างวดให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
รวมทั้งยังทำ ให้ผู้กู้ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้วงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญา

ส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการทำงานช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูในภาพรวมและ
คุณภาพการศึกษาของประเทศ ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีหนี้สินครูกว่า 400,000 ราย
คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยกู้ให้ครู 470,000 ล้านบาท โดยมีหนี้เสียอยู่ 2,000
ล้านบาท คิดเป็น 0.29% ของสินเชื่อรวม

ทั้งนี้
เชื่อว่าการปรับลดดอกเบี้ยลงจะช่วยส่งผลดีต่อภาระหนี้ได้เฉลี่ยราย
ละ300,000–600,000บาท ทำให้ลดภาระการผ่อนชำระหนี้เดิมลงเดือนละ 2,000-4,000
บาท โดยเป็นมาตรการภาคสมัครใจไม่บังคับ
ซึ่งผู้กู้ที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วม
โครงการเลือกใช้หลักประกันโดยเป็นเงินที่ทายาทจะได้รับในอนาคตได้ 2 ทาง
คือเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.)
ซึ่งจะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ศพละ 1 บาท
หากเสียชีวิตจะได้เงินค่าทำศพรวมกว่า 900,000 บาท หรือ
เงินบำเหน็จตกทอดซึ่งกรณีบำเหน็จตกทอดต้องการแก้กฎหมายให้สามารถใช้เงินนี้
ได้ก่อนที่จะเสียชีวิตแต่หากมีหนี้มากกว่าเงิน ช.พ.ค. หรือ
เงินบำเหน็จตกทอด
ก็ช่วยลดหนี้ในส่วนเท่าที่มีก่อนและหลังจากนั้นผู้กู้ก็สามารถผ่อนชำระหนี้
ที่ยังคงค้างอยู่ได้จนหมด

เข้มปล่อยกู้ใหม่

ขณะเดียวกัน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ
หากต้องการกู้เพิ่มก็สามารถทำได้
แต่ธนาคารออมสินมีหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะการตรวจสอบบัญชีของผู้กู้ว่าผ่อนชำระตรงต่อเวลาหรือไม่
หากเห็นว่าเหมาะสมที่ต้องเข้าให้ความช่วยเหลือรายที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ
ก็พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี
ที่มอบหมายให้กระทรวงการคลังหารือร่วมกับกระทรวงศึกษาฯ
เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันปัญหาให้ครอบคลุม
โดยตรวจสอบสถานะของผู้กู้ที่เป็นครู
และบุคลากรทางการศึกษาก่อนอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่รวมทั้งยังให้ตรวจสอบ
ถึงสาเหตุว่าครูไม่ใช้หนี้ เพราะไม่สามารถชำระหนี้จริงหรือเปล่า
หรือมีเจตนาจะไม่ชำระหนี้
หากพบว่ามีเจตนาไม่ชำระหนี้จะต้องพิจารณาให้ดำเนินการลงโทษทางวินัยด้วย
โดยจะต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ธนาคารยังมีข้อเสนอแนะต่อ
ครม.ที่กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้าเครดิตบูโรเพื่อเป็นการตรวจสอบสถานะการ
ชำระหนี้ของผู้กู้เพิ่มขึ้น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยกู้ของกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีความมั่นคง
มากขึ้นรวมถึงเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ออมทรัพย์
ที่ให้สิทธิสหกรณ์สามารถหักชำระหนี้ได้เป็นลำดับแรก โดยแก้ไขเป็น
หักตามลำดับของวันที่ทำสัญญากู้เงินเพื่อไม่ให้สถาบันการเงินที่เข้ามาช่วย
เหลือได้รับผลกระทบจากการก่อหนี้ภายหลัง

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่ามาตรการครั้งนี้จะแก้ไขหนี้สิน
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและถาวรหรือไม่
แต่ต้องเข้าใจว่ามาตรการเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
หากผู้กู้มีความรับผิดชอบในการชำระคืนหรือมีวินัยการใช้เงินไม่เกินตัว
ก็เชื่อว่าจะช่วยให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาปลดหนี้ที่มีอยู่ได้
อย่างแน่นอน.

โดย วุฒิชัย มั่งคั่ง

 

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
เพิ่มเพื่อน

Advertisement

You might also like