Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

เมื่อศาสตราจารย์จากจุฬาฯ โพสต์ “ผมควรไปเป็นอ.ราชภัฏ”

Advertisement

หลังจากกรณีที่การเผยแพร่ภาพประกาศรับสมัครงานของธนาคาร
ไทยพาณิชย์ในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงินฝึกหัด (Financial Advisor Trainee)
โดยระบุคุณสมบัติว่าเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.75 จากมหาวิทยาลัยเฉพาะ 14
สถาบันได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล
ศรีนครินทรวิโรฒ
พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อัสสัมชัญ กรุงเทพ บูรพา ขอนแก่น
เชียงใหม่ สงขลานครินทร์ หอการค้าไทย
แม่ฟ้าหลวง
ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
ซึ่งแม้ว่าทางธนาคารได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการหลายครั้งแล้วว่าเป็นการ “ผิดพลาดในการสื่อสาร”
แต่ยังคงไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดออกมาจากฝั่งของทางมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาลัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 14
สถาบันที่ระบุไว้

เพิ่มเพื่อน
http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14358179351435819950l.jpg

Advertisement

Advertisement

ท่ามกลางกระแสสังคมที่หลากหลาย
ทั้งการถกเถียงกันในประเด็นความเท่าเทียม คุณภาพการศึกษา รวมถึงค่านิยมทางสังคม
ศ.ดร.สมภาร
พรมทา อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งค่าสาธารณะ ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวอย่างน่าสนใจ ระบุว่า

อยากพูดเรื่องมหาวิทยาลัยราชภัฏสักหน่อยครับ
และที่จะพูดต่อไปนี้ผมประสงค์จะพูดกับผู้บริหารการศึกษาที่ดูแลการศึกษาของชาติเป็นหลัก

หลาย
ปีมานี้ผมมีโอกาสไปช่วยสอนในราชภัฏหลายแห่ง(ขอเรียกสั้นๆ
นะครับ)ที่ไปสอนนี้ไปสอนพิเศษในหลักสูตรที่สูงกว่าปริญญาตรี
การได้ไปรู้จักครูบาอาจารย์ตลอดจนนักศึกษาราชภัฏให้ภาพบางอย่างในใจของผมที่
นับวันก็รุนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ภาพแรกคือความดิ้นรนของชาว
ราชภัฏที่จะพัฒนาตนให้ทัดเทียมมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ราชภัฏ
ความดิ้นรนของคนที่ถูกมองว่าอยู่ต่ำกว่าเขานี่ผมรักมาก

นี่คือ
เหตุผลที่ผมได้ปวารณาตัวแก่ราชภัฏเท่าที่ผมรู้จักว่าผมยินดีมาช่วยเต็มกำลัง
หากสุขภาพยังแข็งแรง
เวลานี้มีนักศึกษาปริญญาเอกของราชภัฏหลายคนติดต่อเขียนจดหมายมาปรึกษาผมใน
การทำวิทยานิพนธ์อยู่ต่อเนื่องอันเป็นเรื่องที่ผมยินดีช่วยเหลือตามที่
ปวารณา

ราชภัฏเกิดตามธรรมชาติเหมือนโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนบ้าน
นอกที่เกิดตามธรรมชาติ
สังคมนั้นจัดการแยกชั้นของผู้คนเองคนมีเงินก็มีโอกาสมากกว่า
นักศึกษาราชภัฏนั้นคือเด็กที่ด้อยโอกาสเพราะเกิดนอกเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ
หรือหากเกิดในเมืองก็มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี
แม้หัวพอไปได้ก็ย่อมสู้ลูกหลานคนมีเงินที่สติปัญญาพอๆ กันไม่ได้

ผมสอนจุฬา
ผมไม่เคยภูมิใจว่าได้สอนมหาวิทยาลัยชั้นนำเลย ตรงข้าม กลับรู้สึกว่าตนผิด ผมควรไปสมัครเป็นอาจารย์ราชภัฏ
แต่ผมก็ไม่ทำ

ที่พูดมานี้ผมต้องการให้ผู้บริหารการศึกษามอง
ราชภัฏอย่างคนมีความรู้ทางสังคมวิทยาบ้าง
ผมเห็นกรรมการที่ตั้งไปจากมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาไปไล่บี้ราชภัฏเวลาตรวจ
ประเมินคุณภาพการศึกษาแล้วเศร้าใจ

เหมือนอาจารย์ที่จบจากเมืองนอกพูดฝรั่งคล่อง
ไปตรวจเด็กประถมที่โรงเรียนบ้านโนนหินแห่ แล้วตกใจจะเป็นลมเมื่อลองให้เด็กพูดอังกฤษให้ฟัง
เด็กมันจะพูดได้อย่างไรครับ และที่พูดไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของใครด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
เราควรเห็นใจ เข้าใจ พยายามคิดหาทางช่วย
ไม่ใช่ไปไล่บี้เขา

แค่เห็นใจแล้วคิดช่วยอะไรก็คงพอไปได้ และดีวันดีคืน
เพื่อให้เห็นตัวอย่างว่าผมไม่ใช่สักแต่พูด ผมขอเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
ออกระเบียบต่อไปนี้

1. อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐถือเป็นสมบัติชาติ
ดังนั้นต้องย้ายที่ทำงานได้ เช่นย้ายผมจากจุฬาไปราชภัฏบุรีรัมย์ได้
แล้วย้ายอาจารย์จากบุรีรัมย์มาที่จุฬาได้เช่นกัน

2. การย้ายอาจมีผลต่อการพัฒนาวิชาการโดยรวมได้
ดังนั้น การย้ายควรทำหลังจากที่อาจารย์ได้รับการประเมินตำแหน่งทางวิชาการแล้ว
เช่นเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่จุฬาแล้วอยู่จุฬาเกินสามปีไม่ได้ ต้องย้าย

3.
ทำได้อย่างนี้จะเกิดความเสมอภาคทางการศึกษา พ่อแม่เด็กก็จะเลิกกลุ้มใจหาที่เรียนให้ลูก
เรียนที่ไหนไม่ต่างกัน

ลองดูไหมครับ ไม่ต้องกลัวว่าการศึกษาชาติจะตกต่ำ
ผมไปอยู่ราชภัฏแล้วสติปัญญาผมจะด้อยลงหรือ
อยู่ไหนผมก็คิดและทำงานวิชาการได้


ขอบคุณที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
You might also like