Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

เลิกเรียนในชั้น 14.00 น. เวลาที่เหลือต้องทำอย่างไร อ่านรายละเอียดที่นี่

Advertisement


นโยบายการลดเวลาเรียน
เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More
Knowledge

เพิ่มเพื่อน


รมว.ศึกษาธิการ
กล่าวว่า
การประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
“การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
เป็นแนวทางดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(สพฐ.)  เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้เด็ก
ผู้ปกครอง และครู มีความสุขในการเรียนการสอน
ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้พิจารณาเรื่องเวลาเรียนของเด็กในปัจจุบันด้วย

โดยแต่เดิมเด็กจะต้องเลิกเรียนเวลา 16.00 น.
ก็จะเปลี่ยนเป็นเลิกเรียนในชั้นเรียนเวลา 14.00 น.
เพื่อนำเวลา 2
ชั่วโมงนั้นไปจัดกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เด็ก



เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้
ไม่มีความเครียด และไม่มีการบ้านเพิ่ม
ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนมากขึ้น
และผู้ปกครองก็จะมีความสุขเมื่อเห็นลูกมีความสุข
และเชื่อว่าคุณครูก็คงจะมีความสุข

ทั้งนี้
เมื่อเลิกเรียนแล้ว


ครูจะต้องดูแลเด็กในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
แต่หากผู้ปกครองท่านใดต้องการให้เด็กกลับไปบ้านในช่วงเวลาดังกล่าว
เช่นอาจจะเพื่อช่วยเลี้ยงน้องหรือช่วยทำงานบ้าน
ก็สามารถกลับบ้านได้

Advertisement


ย้ำว่านโยบายการลดเวลาเรียน
ไม่ใช่เพิ่งจะมาดำเนินการ
หรือมีการบังคับให้ลดเวลาเรียนแต่อย่างใด แต่ สพฐ.ได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว

โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา
มีการหารือเกี่ยวกับการลดวิชาเรียนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อหลักสูตร
ตลอดจนมีการวางแนวทางการดำเนินงานไว้เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งในขณะนี้ ดร. กมล รอดคล้าย
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กำลังจัดทำแนวทางกิจกรรมเพื่อส่งไปยังโรงเรียนนำร่องจำนวนประมาณ
3,500 โรงเรียน หรือคิดเป็นร้อยละ 10
ของจำนวนโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั้งหมด
เพื่อทดลองใช้เป็นแนวทางดำเนินการ
ตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 เป็นต้นไป

จากนั้นจะมีระบบประเมินผล
หากพบว่าส่วนใดยังบกพร่อง
ก็จะแก้ไขปรับปรุงเสียก่อนที่จะขยายผลต่อไป


ดร.กมล รอดคล้าย


เลขาธิการ กพฐ.

กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนว่า
จะกำหนดรูปแบบตัวอย่างประมาณ 5-6 รูปแบบ
เพื่อให้โรงเรียนนำร่องนำไปปรับใช้ตามบริบทและความพร้อมของแต่ละโรงเรียน

โดยใช้แนวคิด “สอนน้อย
แต่เรียนรู้มาก : Teach
Less Learn More”
อาทิ
การทำการบ้านในโรงเรียน
การเรียนกับเพื่อนที่เก่งกว่า
การช่วยสอนเสริมเด็กที่เรียนไม่ทัน
การจัดกิจกรรมดนตรี กีฬา ศิลปะ เป็นต้น


ที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

Advertisement

You might also like