Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ.

Advertisement

0

แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ. : โดย…ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

เพิ่มเพื่อน
 
                   
การผ่าตัดวงการครูในระดับภูมิภาค ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ 10/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่อง
“การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค”
ส่งกระแสฮือฮาให้คนในแวดวงการศึกษาได้ไม่น้อย
โดยเฉพาะในรายละเอียดที่สั่งให้ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตําแหน่งต่างๆ
ในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด
หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือให้พ้นจากตําแหน่ง
ให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและให้ยุบเลิก
อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
(กศจ.) ขึ้นมาแทน
 
                   
คณะกรรมการชุดใหม่นี้ มีคนนอกวงการศึกษาเข้ามาด้วย ทั้งภาครัฐและเอกชน
หลากหลายอาชีพ รวม 22 คน มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด
ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
และประธานหอการค้าจังหวัด    
 
                    เช่นนี้ย่อมหมายถึง อำนาจเต็มในมือ 9 เสืือ อ.ก.ค.ศ.ถูกดึงคืนไปจนหมดสิ้น และถ่ายโอนให้แก่ กศจ. 22 คนแทน 
 
 
                  “ยศ เหล่าอัน” ครูนักต่อสู้
อยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน บอกว่า
ไม่เคยทำผลงานวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ
โดยให้เหตุผลว่าในแวดวงการศึกษาที่ครูมัวห่วงแต่เรื่องของตัวเอง
ต้องการมีตำแหน่งขั้นสูงขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาให้แก่นักเรียน
เป็นต้นเหตุให้การเรียนการสอนไม่มีคุณภาพ
ระบบการศึกษาไทยถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน ระบบผูกขาดอำนาจของ
อ.ก.ค.ศ.ก็ยิ่งแทรกซึมลงลึก
แม้แต่การขอย้ายตามระเบียบที่กำหนดให้การโยกย้ายกลับภูมิลำเนา
การย้ายติดตามคู่สมรส หรือการย้ายเพื่อดูแลบุพการี สามารถทำได้
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคมืดของวงการศึกษา ที่อำนาจอยู่ในมือคนไม่กี่คน
การขอย้ายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ประเด็นการพิจารณาจึงอยู่ที่ “เงิน”
ในการตกลงกันระหว่างครูที่ต้องการย้ายกับผู้มีอำนาจในวงการศึกษาของแต่ละ
จังหวัด การเรียกรับ “ส่วย” จึงเกิดขึ้น
 
           
        “เห็นด้วยกับการเข้ามาปฏิรูปการศึกษาของ คสช.
แต่เห็นว่าการทำงานของ คสช.ล่าช้า
เพราะปล่อยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการศึกษาไทย
ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ต้องการเห็นการใช้ยาแรงของ
คสช.ในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เชื่อว่าทำไม่ได้ง่ายนัก
เพราะอำนาจของคนกลุ่มนี้ฝังรากลึกมานาน
โดยเฉพาะการยุบคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 9 คน
ถือเป็นมาเฟียในวงการศึกษา มีอำนาจในการตัดสินการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย
การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนวิทยฐานะ การสอบบรรจุครูผู้ช่วย
ทำให้วงการศึกษามีช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากครูผู้น้อย”
 
 
                  ครูยศ กล่าวว่า ระบบการสอบบรรจุแต่งตั้งในสมัยก่อน
มีความศักดิ์สิทธิ์เพราะไม่มีการซื้อ ทำให้ครูในสมัยก่อนมีคุณภาพ กระทั่งมี
อ.ก.ค.ศ.เข้ามาทำให้ระบบการบริหารเปลี่ยน มีการเรียกรับทรัพย์เกิดขึ้น
ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ในการสอบบรรจุครูอ่อนด้อยไม่มีเหลือแล้ว
ทำให้บรรดาครูที่สอบเข้ามาทำงานไม่มีคุณภาพ
เพราะครูเองต้องเข้ามาทำงานหาเงินใช้หนี้ ทำให้ความภูมิใจ
ความยินดีในวิชาชีพไม่มี
 
                   
สำหรับในภาคอีสาน อัตราส่วยที่เรียกรับมีหลายรูปแบบ หากต้องการโยกย้าย
โดยรวมราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 แสนบาท จากนั้นคิดตามระยะทาง
หรือที่รู้กันภายในว่า ราคาคิดตามหลักกิโลเมตร หากเป็นการเลื่อนวิทยฐานะ
ต้องจ่ายที่เริ่มต้น 1.5 แสนบาท ส่วนการวิ่งเต้นขอความดีความชอบ 2 ขั้นหรือ
3 ขั้น ราคาอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท การสอบบรรจุครูอัตราจ้าง
อย่างต่ำราคาอยู่ที่ 7 แสนบาท
 
                   
“ส่วยครูเริ่มทันทีที่มีการสอบเป็นครู
มีการเรียกรับเงินตั้งแต่สอบครูผู้ช่วย ส่วนครูอัตราจ้าง ครูจ้างสอน พอครบ 3
ปีก็จะได้สิทธิ์สอบบรรจุ ขั้นตอนนี้ต้องจ่ายอีกไม่ต่ำกว่า 7 แสน
ในการโยกย้ายแต่ละปี แต่ละเขต ก็มีการเรียกรับเงิน
แค่สับเปลี่ยนโรงเรียนห่างกัน 4-5 กิโลเมตร ก็ต้องจ่าย 4-5 หมื่นบาท
นี่คือความเหลวแหลกของวงการครูตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง
เมื่อเริ่มต้นก็ใช้เงินเข้ามาแล้ว คนที่เข้ามาก็ด้อยคุณภาพ
การที่ต้องใช้เงินซื้อ ทำให้ครูมีหนี้สินท่วมหัว เพราะจ่ายครั้งเดียวไม่จบ
การจะมีใจสอนหนังสือหรือให้บริการชุมชนก็น้อยลง
ความผูกพันระหว่างครูกับชาวบ้านและผู้ปกครองก็ไม่มี ปัจจุบันมีแต่ครูปิกอัพ
ครูรถเก๋ง เช้ามาเย็นกลับ ต่างคนต่างอยู่ 
 
         
          ดังนั้นการปฏิรูปและผ่าตัดวงการศึกษาครั้งใหญ่จึงควรเกิดขึ้น
ต้องยกเลิกการทำผลงานแบบกระดาษมาสู่การทุ่มเทการทำแบบการเรียนการสอน
เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างแท้จริง หากไม่มีระบบส่วย
ครูชนบทในวิถีเศรษฐกิจพอเพียงจะกลับคืนมา
ไม่ใช่คำว่าครูมีความหมายเท่ากับว่าเป็นหนี้” ครูนักต่อสู้ กล่าว
 
 
———————-
 
เสียงสะท้อน “ส่วยครู”
 
 
เครียด ร้องไห้ เอาที่ดินผืนสุดท้ายกู้ 5 แสน ให้ลูกสาว-ลูกเขยย้ายกลับภูมิลำเนา
 
 
 
                  เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการครู
มักจะได้ยินข่าวการวิ่งเต้นของครู
อาจารย์ที่ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายให้แก่กลุ่มคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจตัดสินใจ
ถือเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ข้าราชการครูหลายคนต่างต้องวิ่งเต้น
เพื่อขอความช่วยเหลือให้ได้ย้ายกลับถิ่นฐาน 
 
       
            การโยกย้ายกลับถิ่นฐานของข้าราชการครู มี 3 เหตุผลหลัก คือ
ย้ายกลับภูมิลำเนา ย้ายติดตามคู่สมรส และย้ายกลับถิ่นฐานเพื่อดูแลพ่อแม่
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ล้วนต้องจ่ายค่าผ่านทางทั้งสิ้น
 
 
                  ดังเช่น ครูสามีภรรยาคู่หนึ่ง
ทำงานในโรงเรียนภาคกลางมาครบ 10 ปี ต้องการย้ายกลับมาดูแลแม่และลูกอีก 2
คนซึ่งฝากให้แม่เลี้ยง จึงทำเรื่องขอย้ายจากต้นสังกัด ซึ่งผ่านพ้นไปด้วยดี
แต่พอจะลงในโรงเรียนใกล้บ้านที่ภาคอีสานกลับต้องจ่ายค่าดำเนินการสองคนรวม 5
แสนบาท โดยมีข้อตกลงว่า
ทั้งคู่จะได้ย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนเดียวกันห่างจากบ้านไม่เกิน 10
กิโลเมตร แต่เมื่อได้ย้ายกลับไม่เป็นตามที่ตกลง ทั้งคู่ได้สอนคนละแห่ง
ห่างจากบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร แต่แม้จะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ต้องยอม
เพราะดีกว่าอยู่ไกลบ้าน
 

Advertisement

                    “เงิน 5
แสนบาทที่ใช้วิ่งเต้นเรื่องการโยกย้ายกู้จากแหล่งเงิน 2 แห่ง คือ ธ.ก.ส. 3
แสนบาท ใช้ที่ดินในการค้ำประกัน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แสนบาท
มีเพื่อนครูค้ำประกัน เงินเดือนเราทั้งคู่รวมกัน 6 หมื่น
ในส่วนนี้แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเล่าเรียนลูก
ค่าเดินทางไปกลับทำงาน
และใช้หนี้ที่จะเสียแบบรอบปีซึ่งเราต้องเก็บไว้เพื่อไม่ให้การเงินสะดุด
ไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับการวิ่งเต้น
แต่ถ้าเราไม่จ่ายเงินก็คงไม่ได้ย้ายกลับบ้าน อย่างไรก็ต้องยอมจ่าย”
ครูสามีภรรยาคู่นี้เล่าเรื่องราว
 
                   
กว่า 6 เดือนแล้วที่ได้ย้ายกลับมาสอนหนังสือที่โรงเรียนในจังหวัดบ้านเกิด
บ้านที่เคยเงียบเหงา มีเพียงเด็กและคนแก่
กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่มีชีวิตชีวา ได้อยู่พร้อมหน้าหน้าพร้อมตาลูกหลาน
แม้ต้องแบกรับภาระกู้ยืมเอามาใช้เรื่องการโยกย้าย
แม้รู้สึกกังวลที่ต้องนำที่ดินไปจำนองกับ ธ.ก.ส. เพื่อกู้ยืมเงินให้ลูก
ถือเป็นหนี้ก้อนโตครั้งแรกในชีวิต
รู้สึกเสียดายเงินจำนวนมากที่เชื่อว่าทำประโยชน์ให้ลูกหลานได้
กลับต้องมาเสียเปล่า แต่เมื่อไม่มีอำนาจในการต่อรอง การเสียเงิน 5 แสนบาท
เพื่อแลกกับความสุขของครอบครัวก็ต้องจำยอม
 
         
          “เราเป็นครอบครัวครู สามีเป็นครูมาทั้งชีวิต
แต่เมื่อตกมาถึงรุ่นลูก ได้เห็นเลยว่าวงการครูมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
เมื่อก่อนสามีขอย้ายมาอยู่ที่นี่ ที่กันดารมากๆ
เพราะอยากสอนเด็กในชนบทให้มีความรู้ พอรุ่นลูกอยากสอบครูในพื้นที่
เขาก็ไม่เปิดสอบสักที จนต้องไปสอบที่ภาคอื่น
แต่กลับพบปัญหาว่าการขอย้ายกลับภูมิลำเนายากกว่าการสอบบรรจุเข้าเสียอีก
ตอนเอาโฉนดไปจำนองกับ ธ.ก.ส. รู้สึกเครียด กังวล
กลัวว่าลูกจะผ่อนชำระไม่ได้ กลัวที่ดินผืนสุดท้ายจะถูกแบงก์ยึดไป
ในชีวิตไม่ชอบเป็นหนี้ ไม่เคยฟุ้งเฟ้ออยากได้อะไร
แต่กลับต้องมีหนี้ก้อนใหญ่ เงิน 5 แสนบาท ซื้อรถได้คันนึงเลยนะ ถือเงินสดๆ
ไปให้เขา รู้สึกเครียดมาก” แม่ของครอบครัวครู กล่าวถึงความกังวล
 
 
———————-
 
 
 
 
ส่วยไม่มา ย้ายไม่ได้ จำใจเกษียณก่อนกำหนด เพื่อดูแลพ่อแม่ป่วย
 
 
 
                  การยอมจำนนเพราะไม่มีทางเลือก
ทำให้แม่พิมพ์ของชาติมีภาระหนี้สินแต่ยังมีบางคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมที่
จะเสียเงินให้แก่กลุ่มผู้มีอำนาจต่อรอง กว่า 10 ปี
ที่ยื่นเรื่องขอโยกย้ายได้รับการปฏิเสธ
ทางเดียวที่จะได้กลับบ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ที่ป่วย คือ
“ตัดสินใจขอเกษียณก่อนกำหนด”
เพราะไม่ต้องการสนับสนุนขบวนการสูบเลือดที่นำการโยกย้ายมาเป็นสินค้าราคาแพง
เชื่อว่าระบบเหล่านี้มีส่วนทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จ
 
 
                  “เสียเท่าไร”
เป็นคำถามที่อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ได้ยินทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูโยกย้ายข้าราชการครู
โดยเสียงเล่าไม่ได้บอกจำนวนเงินเป็นตัวเลขออกมา แต่ที่ได้ยินมาตลอดคือ
โยกย้ายด้วยราคาค่ารถ 1 คัน จึงเป็นคำถามทุกครั้งว่า
ทำไมคนที่ต้องการย้ายกลับไปทำงานใกล้บ้านไปทำประโยชน์ให้บ้านเกิด
ต้องเสียเงินค่าวิ่งเต้นให้แก่กลุ่มคนที่ทำนาบนหลังคน 
 
 
                  สำหรับคนที่ปฏิเสธการเสียเงิน
แม้มีผลงานการสอนที่สามารถพัฒนานักเรียน
แต่ก็ไม่มีผลเพราะผลงานไม่เท่ากับราคาเงิน ดังนั้นในปี 2555
จึงตัดสินใจขอเกษียณก่อนกำหนด ทิ้งหน้าที่การงานที่รักเท่าชีวิตไว้ข้างหลัง
ทิ้งเงินเดือน 36,000 บาท มารับเงินบำนาญ 16,000 บาทแทน
 
 
                  “ระยะทางจากบ้านมาถึงโรงเรียนประมาณ 36 กิโลเมตร
แต่เมื่อพ่อกับแม่ป่วย ต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด
การได้สอนโรงเรียนใกล้บ้านจะทำให้สามารถกลับมาดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารได้ใน
ช่วงเที่ยง 10 ปีที่ทำงานสอน
คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติโยกย้ายไปทำงานใกล้บ้าน คิดว่าอย่างไรก็ต้องได้ย้าย
แต่ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ได้ย้าย ทำทุกทางที่จะเข้าสู่การพิจารณา
เคยถ่ายเอกสารการรักษาตัวของพ่อแม่ปึกใหญ่แนบไปกับคำร้อง
แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา
ระหว่างตัดสินใจเรารู้ว่าทำงานตามหน้าที่ได้ไม่เต็มร้อยเพราะห่วงพ่อแม่
การยื่นเรื่องขอครั้งสุดท้ายในช่วงที่มีโครงการครูคืนถิ่นก็ยังไม่ได้ย้าย
เพื่อนแนะนำให้จ่ายเงินค่าโยกย้าย
แต่คิดว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ให้เป็นค่าวิ่งเต้น
จึงชั่งน้ำหนักระหว่างงานสอนที่ทำมากว่า 20 ปี
กับการดูแลพ่อแม่หน้าที่ใดสำคัญมากกว่า สุดท้ายเลือกครอบครัว”
อดีตครูผู้นี้เล่าถึงการตัดสินใจ
 
                   
ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนเก่า
อดีตครูผู้นี้ก็ยังได้รับการต้อนรับจากครู ผู้ปกครอง
และยังคงเป็นที่รักของนักเรียน เป็นครูในดวงใจ
หลายคนนำคำสอนสั่งไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ตลอด 5
ปีหลังเกษียณก่อนกำหนด จึงมีการ์ดทำมืออวยพรในวันสำคัญ
ถ้อยคำที่เขียนผ่านข้อความแสดงความเคารพรัก
ไม่ใช่เป็นเพียงครูที่ให้ความรู้ แต่เป็นเหมือนพ่อที่คอยอบรมให้เป็นคนดี
 
 
                 
“รู้สึกสงสารเพื่อนครูด้วยกันที่ต้องเสียเงินกับสิ่งที่ไม่ควรเสีย
จ่ายเงินไปแล้วก็บอกใคร พูดให้ใครฟังไม่ได้
พอเสียเงินแล้วก็ยังต้องมาทำงานหาเงินไปใช้หนี้อีก
คนที่เรียกรับเงินก็รวยอยู่แล้ว แต่ก็ยังเรียกรับแบบไม่อาย
ทำให้ระบบการศึกษาไทยล้าหลัง ทำให้ครูไม่มีคุณภาพ”
 
 
———————-
 
(แฉส่วยย้ายครู-หนุนปฏิรูปศึกษา ริบอำนาจในมือ 9 เสือ อ.ก.ค.ศ. : โดย…ศูนย์ข่าวภาคอีสาน)

You might also like