Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

แนะปฏิรูปการศึกษาต้องกระจายอำนาจให้โรงเรียน

Advertisement

แนะปฏิรูปการศึกษาต้องกระจายอำนาจให้โรงเรียน

    ปชป.แนะรัฐปฏิรูปการศึกษาต้องกระจายอำนาจลงที่โรงเรียน
ชี้ศธ.หลงทางใช้แอพพลิเคชั่นสอนภาษาอังกฤษ
แนะเอาอย่างสิงคโปร์ใช้ครูสอนเด็กโดยตรง
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2559 เวลา 18:13 น.

เพิ่มเพื่อน

    เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก
พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 10/2559
และ 11/2559 เกี่ยวกับการจัดการการศึกษา ว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่
ในการแก้ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพของการจัดการศึกษาในส่วน
ภูมิภาค และกำจัดเหลือบในวงการศึกษาที่แฝงหากินกับ อ.ก.ค.ศ.
นั้นอาจได้ผลในระยะเริ่มต้น
แต่การรวบอำนาจไว้ที่กรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)
และอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(อกศจ.)ในระยะยาวปัญหามาเฟีย
ที่แอบหาผลประโยชน์กับครู ก็มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้อีก
ซึ่งถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะปฏิรูปการศึกษาแม้จะมีการนำเรื่องตัวชี้
วัด(เคพีไอ) มาประเมินผอ.โรงเรียนและผู้บริหารระดับที่สูงขึ้น
แต่ยังไม่เพียงพอต่อ การตอบโจทย์คุณภาพการศึกษา
โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องเทน้ำหนักการปฏิรูปเพื่อคุณภาพการศึกษามาที่
โรงเรียน ไม่ใช่ที่ศึกษาธิการจังหวัด
ซึ่งจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถึงโรงเรียนให้ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอำนาจ และงบประมาณลงไปตรงที่โรงเรียน
ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเจ้าภาพในภารกิจเพื่อคุณภาพการศึกษา
เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดครูและผู้ปกครอง
จึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาและอบรมครูเพื่อเป้าหมายคุณภาพการศึกษา
โดยให้ศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่สนับสนุน กำกับติดตาม ประเมินผล
และอำนวยความสะดวก

Advertisement

    

“เข้าใจดีว่ารัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิรูปการศึกษา
แต่อยากเรียกร้องทั้งรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษา
ถ้าเห็นแก่คุณภาพการศึกษาและอนาคตของชาติจริง
ส่วนกลางและจังหวัดต้องพยายามกระจายอำนาจและงบประมาณลงไปที่โรงเรียน
ให้ผอ.โรงเรียนเขารู้สึกภูมิใจในบทบาทที่ได้รับถ้าผอ.ไม่มีฝีมือ
ประเมินไม่ผ่านก็เปลี่ยน ผอ.
ให้ผอ.รู้สึกเหมือนกับการเป็นผู้นำโดยเริ่มนำร่องในโรงเรียนที่พร้อมนี่ต่าง
หากที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง”นพ.วรงค์
กล่าว

    นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า
การที่กระทรวงมีแนวคิดที่จะให้คนไทยสื่อสารภาษาอังกฤษได้โดยใช้วิธีอบรมครู
แม่ไก่ และใช้แอพพลิเคชั่น “เอคโต อิงลิช”นั้น อาจมีประโยชน์บ้างระดับหนึ่ง
แต่การใช้วิธีนี้ถือว่ากำลังหลงทาง เหตุใดไม่เอาแบบอย่างสิงคโปร์
ที่สามารถทำได้สำเร็จกระทรวงต้องกล้าลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ
โดยต้องใช้คนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นคนสอน
โดยเริ่มตั้งแต่อนุบาลหนึ่งเป็นต้นไปเพราะเด็กยิ่งเล็กยิ่งง่ายต่อการจดจำ
และได้ผลมากต่อการสื่อสาร
นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ไขการที่เด็กนักเรียนไม่มีการเรียนซ้ำ
ชั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ
ดังนั้นกลับไปใช้วิธีการในอดีต
คือถ้าเด็กไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ต้องมีการซ้ำชั้นอย่างน้อยจะทำให้เด็กและ
ผู้ปกครอง มีความกระตือรือร้นมากขึ้น.“

อ่านต่อที่ : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Advertisement

You might also like