Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

โอกาสการศึกษาไทยใต้ท็อปบู๊ตปี 59

Advertisement

0

ฮือฮามากที่สุดในวงการครู
เห็นจะเป็นการที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะหัวหน้า คสช. ในอำนาจตาม ม.44
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557

ลาทีปี 2558 การศึกษาไทยภายใต้ท็อปบู๊ต ที่รัฐบาล คสช.
หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ส่งแม่ทัพเรือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย
นั่งบัญชาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วง 7 เดือนแรก
ก่อนเปลี่ยนตัวเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ มานั่งแทนในช่วง 5
เดือนหลังของปี ซึ่งถึงแม้จะมีการเปลี่ยนนโยบายตามตัวเสมา 1 บ้าง
แต่นโยบายหลักของเสนาบดีทั้ง 2
ก็ยังคงวิ่งไล่ล่าตามแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำที่สั่งสมมานาน
ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพครู คุณภาพผู้บริหาร
คุณภาพสถานศึกษา ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ก็มีปมให้แก้ไขไม่รู้จบ

ฮือฮามากที่สุดในวงการครู เห็นจะเป็นการที่
“พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะหัวหน้า คสช. ในอำนาจตาม ม.44
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
สั่งให้คณะกรรมการคุรุสภา
คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯของ สกสค.พ้นจากตำแหน่ง และให้เลขาธิการ
สกสค. เลขาธิการคุรุสภา และ ผอ.องค์การค้าฯของ สกสค. หยุดปฏิบัติหน้าที่
เพราะเป็นที่รู้กันว่าทั้ง 3 องค์กรนี้ เป็นจุดที่มีปัญหาเรื่องทุจริตมานาน

แถมนายกรัฐมนตรียังแสดงออกว่าให้ความสำคัญกับการศึกษามาก
โดยมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ
ซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษาด้วยตนเอง
ซึ่งภาพในขณะนั้นสิ่งที่ครูคิดว่าจะได้เห็นในช่วงรัฐบาลทหาร คือ การล้างบาง
สะสางปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปรับที่มาของคณะกรรมการในบอร์ดชุดต่าง ๆ
ตลอดจนหยุดขบวนการสูบเลือดครู
รวมถึงกรณีปัญหาการเรียกรับเงินในการย้ายครูแบบคิดกันเป็นกิโลเมตร
แต่แล้วจนถึงสิ้นปีครูก็ยังคงไม่สมหวัง เพราะทุกอย่างดูจะนิ่ง ๆ

ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศจะดำเนินการในปี 2558
เกือบทุกเรื่องก็เดินหน้าอย่างอืด ๆ
โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย
ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการแก้ไขปัญหาเด็กประถมอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
มีการซื้อขายใบปริญญา รวมไปถึงการจ้างทำและคัดลอกวิทยานิพนธ์
ปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาจนชาวอุดมศึกษาส่วนหนึ่งเห็นว่าถึงเวลา
แล้วที่จะต้องเร่งทำคลอด พ.ร.บ.การอุดมศึกษา
เพื่อเป็นกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพมหาวิทยาลัย แต่ ก็แว่วว่า
พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจแท้งก่อน ซึ่งก็คงต้องรอดูต่อไปว่า “ครูใหญ่หนุ่ย”
จะมีไม้เด็ดอะไรออกมาจัดการเรื่องนี้

ที่ถือเป็นงานใหม่เอี่ยมอ่องของรัฐบาลชุดนี้ คือ โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
โดยปรับปรุงโครงสร้างเวลาเรียน จากการเรียนในห้องเรียนแบบเต็มวันถึง 16.00
น. ก็ให้เรียนถึง 14.00 น.
จากนั้นจะเป็นเวลาของการทำกิจกรรมเสริมทักษะจนถึงเวลาเรียน 16.00 น.
โดยปีนี้เริ่มนำร่องในรัฐและเอกชน กว่า 4,100 โรง
และมีแนวโน้มจะขยายเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 10,600 โรง ในปี 2559
นอกจากนี้ยังมีการเร่งผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานฝีมือของ
ทั้งประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน
โดยการร่วมมือกับสถานประกอบการจัดการศึกษารูปแบบทวิภาคีเพื่อยกระดับคุณภาพ
การจัดการอาชีวศึกษา เมื่อเรียนจบก็สามารถทำงานได้ทันที
รวมถึงมีการปลุกการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย
ให้กลับมาเฟื่องฟู อีกครั้ง โดยใช้ชื่อใหม่ว่า ทวิศึกษา
เมื่อเรียนจบจะได้รับ 2 วุฒิ คือ วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และวุฒิ
ม.6

ว่าไปแล้วผลงานด้านการ
ศึกษาในรอบปี 2558 ยังคงเป็น การแก้ไขปัญหาเฉพาะกิจ ขนาด
คสช.มีอำนาจล้นมือแต่กลับใช้ แค่น้อยนิด แถมงานที่ไม่ได้ใจข้าราชการสุด ๆ
เห็นจะเป็นเรื่องการ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง
ที่มีคำถามตามมามากมาย

อีกประเด็นถ้าจะไม่พูดถึงคงไม่ได้ การรื้อโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
ที่ถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลอง การปลุกชีพ 14 องค์ชาย ตั้งกรมต่าง ๆ
ขึ้นแทนแท่งหรือองค์กรหลัก และ ปล่อยให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(สกอ.) ออกไปเป็นทบวงตามความต้องการของชาวมหาวิทยาลัย
รวมถึงสภาการศึกษาที่จะกลับไปอยู่ใต้ปีกสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้
“บิ๊กหนุ่ย” ได้แย้มออกมาแล้วว่า ปีใหม่นี้สิ่งที่ต้องการทำมากที่สุด คือ
การปรับระบบการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สิ่งที่จะได้เห็นก่อนใคร คือ การตั้งกรมวิชาการ
และการควบรวบอาชีวศึกษารัฐและเอกชน เพราะโครงสร้างหน่วยงานคือการปูพื้นฐาน
ถ้าสามารถวางระบบการบริหารดี เรื่องต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย และยัง
อุดช่องว่างของการทุจริต ได้อีก ส่วนภาพการปรับโครงสร้างใหญ่
ตอนนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
กำลังตบให้เข้าที่ต้องรอดูกันว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับแผนการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในปีหน้า 3 เสนาบดี พล.อ.ดาว์พงษ์
รัตนสุวรรณ, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยงวงศ์ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
ได้ประกาศแล้วว่า จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู
โดยเดินหน้าโครงการคืนครูสู่ห้องเรียนด้วยการจ้างครูเกษียณที่มีความเชี่ยว
ชาญ จำนวน 10,000 คน และโครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
ซึ่งเป็นโครงการคุรุทายาทเดิมปีละ 4,000 คน
นอกจากนี้ยังเร่งเตรียมความพร้อมด้านภาษาให้คนไทย
โดยมีเป้าหมายให้ทุกคนใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตประจำวันได้จริง
แต่ทุกเรื่องที่ว่ามาล้วนเป็นปัญหาที่มีอาการสาหัส
ถ้าไม่ทุ่มงบฯอัดฉีดอย่างหนักคงบรรลุเป้าหมายได้ยาก

เปิดศักราชใหม่ ปี 2559
ซึ่งจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ
หวังว่าการปฏิรูปการศึกษาภายใต้รัฐบาลทหารจะรวดเร็ว ว่องไว
สมกับที่กำลังเข้าสู่ปีลิง
รัฐบาลน่าจะใช้โอกาสและอำนาจที่มีอยู่ล้นมือปูพื้นฐานการศึกษาไทยให้แข็ง
แกร่งอย่างยั่งยืน มีหนทางมากมายที่จะทำได้ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย
หรือนโยบายที่ไม่ว่า
นักการเมืองหรือใครหน้าไหนเมื่อเข้ามาก็ล้มหรือเปลี่ยนนโยบายไม่ได้
ถามแค่ว่ารัฐบาลจะกล้าหรือไม่.

ทีมการศึกษา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

You might also like