Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

ไทยติดอันดับ 57 ของโลก ลงทุนพัฒนามนุษย์

Advertisement

ไทยติดอันดับ 57 ของโลกลงทุนพัฒนามนุษย์

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

วานนี้ (20 พ.ค.) น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์
นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์ ปี 2015
ซึ่งจัดโดยเวทีเศรษฐกิจโลก หรือเวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม ว่า จากการจัดอันดับ
124 ประเทศทั่วโลก พบว่า ฟินแลนด์
ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่มีการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอันดับ 1 ของโลก
ตามด้วย นอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา และญี่ปุ่น ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่
57 ส่วนประเทศในกลุ่มเอเชีย พบว่า สิงคโปร์ อยู่อันดับที่ 24 เกาหลีใต้
อันดับที่ 30 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 46 มาเลเซีย อันดับที่ 52 เวียดนาม
อันดับที่ 59 และจีน อันดับที่ 64
อย่างไรก็ตามการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์
สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุน
และการพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต
เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวต่อไปว่า การจัดอันดับจะประเมินจากการเรียนรู้
และการจ้างงาน มี 46 ตัวชี้วัด เช่น คุณภาพการศึกษา การอ่านออกเขียนได้
จำนวนการเข้าเรียน ระดับการศึกษาสูงสุดของประชากร
การเรียนรู้ต่อเนื่องระหว่างทำงาน โอกาสและการเรียนรู้ในที่ทำงาน
ทักษะการทำงาน อัตราการจ้างงาน และการมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุ เป็นต้น
ซึ่งในส่วนของประเทศไทย จากการประเมินสมรรถนะทุนมนุษย์ในแต่ละช่วงอายุพบว่า
ประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ไทยอยู่อันดับที่ 68 ช่วงอายุ 15-24 ปี
อยู่อันดับที่ 41 ช่วงอายุ 25-54 ปี อยู่อันดับที่ 57 ช่วงอายุ 55-64 ปี
อยู่อันดับที่ 71 และอายุ 65 ปีขึ้นไป อยู่อันดับที่ 73

“การจัดอันดับครั้งนี้พบว่า หลายประเทศรวมถึงไทย
ผลิตบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
โดยมีประชากรที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวนมาก
ขณะที่ตำแหน่งว่างงานมีน้อย ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน
และบางคนต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีนักศึกษาไทยที่เลือกเรียนสายสังคมศาสตร์ ธุรกิจ
และกฎหมายสูงที่สุด 1,337,272 คน คิดเป็น 53% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด
ขณะที่สายวิศวกรรม การผลิต และการก่อสร้างมีเพียง 247,883 คน หรือ 9%
สายวิทยาศาสตร์ 8% และการบริการ 1.8%” น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวและว่า
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
และเศรษฐกิจที่รวดเร็วกำลังเป็นช่องว่างระหว่างการศึกษา และตลาดแรงงาน
จึงต้องทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกวิชาการ และตลาดแรงงานจางลง
เพราะการเรียนรู้ และนวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาจากการทำงาน
ดังนั้นภาคธุรกิจต้องทำงานร่วมกับนักการศึกษา และรัฐบาล
เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาสามารถตามทันความต้องการของตลาดแรงงาน.“

You might also like