Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

19 เม.ย.กลุ่มครูเตรียมยื่นหนังสือ ให้ทบทวนเกณฑ์ วิทยฐานะแบบใหม่ ควรไม่มีผลย้อนหลังกับครูที่บรรจุก่อน 5 ก.ค. 60 ซึ่งครูบางท่านเตรียมงานมานาน ทำให้หมดกำลังใจ!

Advertisement

0

Advertisement

19 เม.ย.กลุ่มครูเตรียมยื่นหนังสือ ให้ทบทวนเกณฑ์ วิทยฐานะแบบใหม่ ควรไม่มีผลย้อนหลังกับครูที่บรรจุก่อน 5 ก.ค. 60 ซึ่งครูบางท่านเตรียมงานมานาน ทำให้หมดกำลังใจ!

หลังจากที่ รมว.ศธ.ได้ให้แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอเลื่อนหรือมีวิทยฐานะครูกับทางสำนักงานก.ค.ศ.ให้พัฒนาเกณฑ์ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในวันที่ 5 ก.ค. โดยมีรายละเอียดจากข่าว “ศธ. พลิกโฉมระบบ”วิทยฐานะครู”” เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2559 โดยมีรายละเอียดของเนื้อหาข่างดังนี้

          นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีพระราชหัตถเลขาชิ้นสำคัญส่งถึงองคมนตรี ใจความว่า “ปัญหาปัจจุบันคือครูมุ่งเขียนวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี Reward” ซึ่ง ศธ.ได้น้อมนำฯ มาเป็นนโยบายในการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครูและบุคลากรด้านการศึกษาในปัจจุบัน

          “ที่ผ่านมา การได้มาซึ่งวิทยฐานะนั้น ครูต้องทำผลงานเอกสารทางวิชาการหรืองานวิจัย และบางกรณีก็มีการจ้างคนอื่นทำเอกสารวิชาการแทน ในขณะที่ครูขยัน ทุ่มเทและมุ่งสอนหนังสือ แต่ไม่มีความชำนาญในการจัดทำผลงานวิชาการ กลับไม่ได้รับอะไรตอบแทน เป็นความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้ไป รูปแบบการประเมินวิทยฐานะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีความยุติธรรม และมีความทันสมัยเป็นสากลมากขึ้น เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ครูทุกคนรอคอยและต้องการให้เปลี่ยนแปลง” นพ.ธีระเกียรติกล่าว

          สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในนิยามใหม่นั้น ยึดหลัก 3P ตามระบบสากล ได้แก่ Proficiency (ทักษะการทำงานหรือความเก่ง) Performance (ผลงาน) และ Potential (ศักยภาพ) ซึ่ง ศธ. ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่นั้น ไม่สร้างความยุ่งยากหรือสร้างภาระให้ครูแต่อย่างใด หากแต่เป็นสิ่งที่ครูปฏิบัติในหน้าที่ที่เป็นปกติอยู่แล้วนั่นคือ “การสอนในชั้นเรียน” นั่นเอง โดยวัดจาก 2 เรื่องหลัก คือ

          1. เชิงปริมาณ พิจารณาจากชั่วโมงการสอน จากจำนวนชั่วโมงสอนขั้นต่ำที่ส่วนราชการกำหนด ทั้งนี้ ชั่วโมงการทำงานของครู มีกรอบคือ เป็นครูผู้ช่วย2 ปี ชำนาญการ 5 ปี ชำนาญการพิเศษ5 ปี เชี่ยวชาญ 5 ปี และเชี่ยวชาญพิเศษ 5 ปี ซึ่งการประเมินวิทยฐานะในแต่ละขั้น ครูต้องมีชั่วโมงสอน 800 ชั่วโมงต่อปี กล่าวคือเมื่อครูชำนาญการสอนครบ 5 ปี หรือมีชั่วโมงสอนครบ 4,000 ชั่วโมง สามารถขอประเมินวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ อย่างไรก็ตาม ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ยังคงต้องใช้เอกสารวิชาการและผลงานวิจัยอยู่

          2. เชิงคุณภาพ  ส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ด้วยการเปิดโอกาสให้ครูแต่ละคน สามารถเลือกเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ ศธ.ให้การรับรองที่แตกต่างกันในแต่ละวิทยฐานะ นอกจากนี้ จะต้องผ่านการอบรม PLC (Professional Learning Community) หรือ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ซึ่งมีแนวคิดคือ การนำครูในหลายๆ ระดับ ทั้งครูใหม่-ครูเก่ามาอยู่รวมกัน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ และแบ่งปันความรู้กันระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม จนกระทั่งเกิดการสะท้อนความคิดในด้านต่างๆ ที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้กับครู และไม่ให้เกิดการใช้เวลาอบรม PLC มาก จนกระทั่งครูไม่มีเวลาสอนเด็กในชั้นเรียน จึงกำหนดให้ครูสามารถนำชั่วโมงการอบรม PLC ไปรวมกับชั่วโมงการสอนหนังสือที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะประกาศใช้ได้ด้วย

          ทั้งนี้ การพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ จะนำไปใช้กับการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรด้าน การศึกษากลุ่มใหม่ กลุ่มที่ค้างการประเมินที่มีประมาณ 5,000 คน และกลุ่มที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว ซึ่งต้องมีการประเมินเพื่อคงสภาพตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าครูยังคงมีคุณภาพในการปฏิบัติงานและความเชี่ยวชาญเหมาะสมกับวิทยฐานะที่ได้รับ

          “เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ นอกจากไม่สร้างภาระให้กับครูในการทำเอกสารวิชาการแล้ว ยังสร้างโอกาสให้ครูเข้าถึงวิทยฐานะได้ง่ายขึ้นอีกด้วย พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนาระบบไอที เพื่อให้ครูได้บันทึกข้อมูลได้ด้วยตัวเองในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับรองชั่วโมงการสอนของครู ผ่านระบบ Logbook” นพ.ธีระเกียรติกล่าว

          การเปลี่ยนโฉมรูปแบบการประเมิน “วิทยฐานะ” ของครูในครั้งนี้ ถือเป็นการนำครูกลับมาสู่ห้องเรียนและทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่ เป็นวิธีตอบแทนครูที่สอนทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างเป็นธรรมและยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถของครูและเด็กนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น อันนำไปสู่การพัฒนาครูและคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยอย่างแท้จริง

Advertisement

จากเนื้อหาข่าวข้างต้นจะพบว่า เกณฑ์ใหม่นี้จะบังคับใช้กับครูทุกคนทันที ทั้งที่จะขอวิทยฐานะใหม่ หรือคนที่มีวิทยฐานะและต้องการให้คงอยู่

ซึงอาจจะไม่เป็นธรรมกับคุรครูที่เตรียมผลงานมานานจึงทำให้กล่มครูรวมตัวกันเพื่อขอให้กระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ก.ค.ศ. รับฟังเสียงของครูที่ได้รับผลกระทบและได้ก่อตั้งกลุ่ม Facebook ขึ้นมาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด และได้จัดทำแบบฟอร์มเพื่อให้คุณครูได้ร่วมลงชื่อเสนอต่อกระทรวง ดังรายละเอียดดังนี้

>> กลุ่มครูที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ 5กค60

– กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางในการขอความเห็นใจจาก รมต ให้มองเห็นถึงผลกระทบกับคนที่กำลังจะยื่น คศ.2 คศ.3 บ้าง บางคนเตรียมงานมาทั้งปี ไหนจะต้องทำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ไหนจะต้องทำวิจัย ไหนจะทำ กคศ แบบต่างๆ งบที่ทำไปไม่ใช่น้อยนะครับ จู่ๆจะมาใช้เกณฑ์ใหม่เลย เสียกำลังใจมากโขเลยครับ
กลุ่มเราไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย หรือทำตัวกระด้างกระเดื่องกับผู้บังคับบัญชาครับ อย่างน้อยขอให้เราได้แสดงความคิดเห็น ถามความสมัครใจเราซักนิดครับ ผมเชื่อว่าจะต้องมีจุดกึ่งกลางที่เราจะรับได้ทั้งสองฝ่ายครับ

** หากคุณหมอจะฉีดยาให้คนป่วย คุณหมอจะต้องบอกหรือถามคนป่วยก่อนไหมครับ ถึงจะฉีดให้ได้ หรือคุณหมอจะเดินดุ่มๆไปฉีดให้คนป่วยเลย**

***ขออภัยสำหรับคนเห็นต่างครับ ต่างคนต่างมุมมอง ต่างภาระหน้าที่ครับ ***

เข้าร่วมกลุ่ม คลิกที่นี่>>

>> ร่วมลงชื่อให้ทบทวนเกณฑ์ วิทยฐานะแบบใหม่ ควรไม่มีผลย้อนหลังกับครูที่บรรจุก่อน 5 ก.ค. 60

ร่วมลงชื่อ คลิกที่นี่>>

ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการและกลุ่มครูที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ 5กค60